หมวดปัญหา
จังหวัด
ยาเสพติด  
ทุจริตคอรัปชั่น  
รถเสีย  
รับสมัครงาน/หางาน  
ทำความดี  
เจ็บป่วย  
กลุ่มอิทธิพล  
แรงงาน  
คุ้มครองผู้บริโภค  
การเกษตร  
การศึกษา  
สาธารณสุข  
สิ่งแวดล้อม  
ไม่ได้รับความเป็นธรรมจนท.รัฐ  
ที่ดินทำกิน  
ปัญหาอื่นๆ  
อาชญากรรม  
ร้องเรียน  
สาธารณูปโภค  
บริการด้านจราจร  
คนหาย  
ของหาย  
อุบัติภัย  
อุบัติเหตุ  
สำนักข่าวทีนิวส์
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
สภาทนายความ
ศูนย์ปลอดภัยคมนาคม กระทรวงคมนาคม
ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย
กรมการขนส่งทางบก
กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ
กรมการแพทย์
กรมชลประทาน
กรมป่าไม้
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
กระทรวงแรงงาน
ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ศูนย์ประชาบดี
การประปาส่วนภูมิภาค
 www.depthai.go.th
 www.thaitrade.com
กองบังคับการตำรวจทางหลวง
หนังสือพิมพ์
 • econnews
 • เสียงใต้
 • สยามรัฐ
 • สยามธุรกิจ
 • โลกวันนี้
 • โฟกัสภาคใต้
 • TELECOM JOURNAL
 • เชียงใหม่นิวส์
 • ประชาชาติ
 • สยามกีฬา
 • เนชั่นสุดสัปดาห์
 • ฐานเศรษฐกิจ
 • โพสต์ทูเดย์
 • ไทยโพสต์
 • กรุงเทพธุรกิจ
 • บ้านเมือง
 • หนังสือพิมพ์โคราชรายวัน
 • ข่าวหุ้น
 • เดลินิวส์
 • มติชน
 • ข่าวสด
 • ไทยรัฐ
 • ผู้จัดการ 360 องศา รายสัปดาห์
 • ผู้จัดการรายวัน
 • ผู้จัดการออนไลน์
 • แนวหน้า
 • คม ชัด ลึก
รูปแบบและวิธีการการสนับสนุนวิทยุชุมชนของกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมของประเทศไทย

รูปแบบและวิธีการการสนับสนุนวิทยุชุมชนของกองทุนวิจัยและพัฒนา
กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมของประเทศไทย

เกริ่นนำ
พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 มาตรา 52 กำหนดให้มีการจัดตั้งกองทุนวิจัยและพัฒนา กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ
ในปัจจุบันยังไม่มีการจัดทำรูปแบบและวิธีการสนับสนุนวิทยุชุมชนที่ชัดเจน ถ้าหากให้คณะกรรมการบริหารกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กำหนดแต่เพียงฝ่ายเดียวอาจจะไม่ตรงกับความต้องการของผู้ดำเนินกิจการวิทยุชุมชนก็ได้ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องมีการศึกษาและรวบรวมความต้องการของภาคประชาชน รวมทั้งประสบการณ์จากต่างประเทศ เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอต่อ กสทช. อันจะนำไปสู่การใช้งบประมาณที่ตรงตามความต้องการของภาคประชาชน
 การให้ทุนสนับสนุนการดำเนินการวิทยุชุมนับเป็นนโยบายที่หลายประเทศให้ความสำคัญกับกิจการกระจายเสียงที่เป็นการบริการชุมชนในฐานะที่เป็นเสาหลักที่สาม ที่ประกอบรวมกับกิจการกระจายเสียงที่เป็นการบริการสาธารณะและการบริการเชิงธุรกิจ การให้ทุนสนับสนุนดังกล่าวข้างต้นเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดความหลากหลายของสื่อ (Media pluralism) เนื่องจากกิจการกระจายเสียงที่เป็นการบริการชุมชนเพิ่งเกิดขึ้นและอยู่ในภาวะไม่มั่นคงหลายด้าน
นอกจากนี้ วัตถุประสงค์ของกองทุนก็ควรเชื่อมโยงกับวัตถุประสงค์ของกิจการกระจายเสียงชุมชนด้วย และควรจะจัดสรรกองทุนให้มีประสิทธิภาพ เป็นสัดส่วน โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อให้กิจการกระจายเสียงชุมชนสามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืน (Kenneth Murphy and etc., 2011: 83-86)
 รูปแบบและวิธีการให้ทุนสนับสนุนวิทยุชุมชนให้สามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืน ควรจะพิจารณาใน 4 ประเด็น ดังนี้
 1. ความยั่งยืนทางสังคม หมายถึง กระบวนการทางสังคมที่จำเป็นต่อการสร้างความยั่งยืนให้กับสื่อชุมชน หมายรวมถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดำเนินการ การผลิตเนื้อหาในรายการวิทยุที่สัมพันธ์กับภาษาและวัฒนธรรมของชุมชน การระดมทุนภายในชุมชน และการให้ข้อมูลสะท้อนการดำเนินการวิทยุชุมชนของคนในชุมชน
 2. ความยั่งยืนเชิงสถาบัน หมายถึงนโยบายของรัฐที่จะต้องมีการกำกับดูแลและมีกฎหมายรับรองวิทยุชุมชน และไม่ให้อิทธิพลทางการเมืองควบคุมการกำหนดทิศทางการดำเนินกิจการวิทยุชุมชน นอกจากนี้ โครงสร้างการบริหารจัดการต้องมีลักษณะประชาธิปไตย รวมถึงการเป็นพันธมิตรกับองค์กรอื่นๆ ด้วย
 3. ความยั่งยืนทางการเงิน คือ ศักยภาพขององค์กรในการแสวงหารายได้เพื่อใช้ในการดำเนินกิจการกระจายเสียง หมายรวมถึงการระดมเงินสดและการสนับสนุนสิ่งของและการบริการอื่นๆ ทั้งภายในและภายนอกชุมชน
4. ความยั่งยืนทางเทคนิค หมายถึง ความสามารถของบุคลากรในองค์กรที่จะใช้และบำรุงรักษาอุปกรณ์ต่างๆ ในห้องส่งกระจายเสียง รวมถึงเครื่องส่งกระจายเสียงและเสาอากาศด้วย นอกจากนี้บุคลากรในองค์กรต้องสามารถถ่ายทอดทักษะดังกล่าวให้กับคนรุ่นต่อไปที่เข้ามาทำงาน และเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อนำมาใช้พัฒนาคุณภาพรายการ

คำถามหลักเกี่ยวกับรูปแบบและวิธีการจัดสรรกองทุน
 คำถามหลักเกี่ยวกับรูปแบบและวิธีการจัดสรรกองทุนที่คณะกรรมการบริหารกองทุนฯ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องควรจะให้ความสนใจและเปิดเวทีเสวนาเพื่อหารูปแบบและวิธีการที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยมีดังนี้
 1. ควรจะแยกกองทุนเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมกิจการกระจายเสียงชุมชนเป็นการเฉพาะหรือไม่?
 2. ทำอย่างไรจึงจะเกิดความมั่นคงของแหล่งที่มาของเงินกองทุน และการปลอดอิทธิพลทางการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อรูปแบบและวิธีการจัดสรรกองทุน?
 3. การจัดสรรกองทุนควรจะตั้งอยู่บนฐานของ “โครงการ” ที่ขอรับทุนสนับสนุน หรือตั้งอยู่บนฐานของการให้ทุนสนับสนุน “การดำเนินกิจกรรมหลัก” ของวิทยุชุมชน?
 4. ทุนสนับสนุนวิทยุชุมชนแต่ละแห่งควรจะมีจำนวนเท่ากันหรือแตกต่างกัน?
 5. ทำอย่างไรจึงจะเกิดความสมดุลกันระหว่างวัตถุประสงค์ “เพื่อความยั่งยืนวิทยุชุมชน” และ “เพื่อการสร้างเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน” ในแง่ของการประเมินการใช้จ่ายในการทำรายการวิทยุ หลักเกณฑ์การให้ทุน และการประเมินการดำเนินการของวิทยุชุมชน?
 6. วัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาของกองทุนเป็นอย่างไร?
 7. กฎหรือระเบียบของหลักเกณฑ์การให้ทุนสัมพันธ์กับปรัชญาการดำเนินการของวิทยุชุมชนมากน้อยแค่ไหน?
 8. วิธีการประเมินการจัดสรรทุนและการใช้ทุนเป็นอย่างไร?


วิธีการจัดสรรกองทุนของต่างประเทศ
 บริบททางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง รวมทั้งประวัติศาสตร์ของกิจการกระจายเสียงและมิติของชุมชนของแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน ทำให้รูปแบบและวิธีการของกองทุนของแต่ละประเทศแตกต่างกัน นอกจากนี้ในแต่ละประเทศก็มีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบและวิธีการอยู่เสมอตามบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป แม้ว่าแต่ละประเทศจะมีวัตถุประสงค์ของกองทุนที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่คล้ายกันก็คือตรรกะของการสนับสนุนที่ต้องการบรรลุวัตถุประสงค์เชิงนโยบาย

ออสเตรเลีย
 วิทยุกระจายเสียงในประเทศออสเตรเลียเกิดขึ้นในทศวรรษ 2460 และจนถึงทศวรรษ 2510 สถานีวิทยุทุกแห่ง ถ้าไม่ดำเนินการโดยรัฐก็ดำเนินการโดยภาคธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ในทศวรรษ 2500 เกิดการเปลี่ยนทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรมในออสเตรเลีย ประชาชนต้องการให้สื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว กลุ่มคนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มพื้นเมืองดั้งเดิม นักกิจกรรมทางการเมือง นักศึกษา นักวิชาการ และกลุ่มผู้ฟังเพลงคลาสสิก ได้เริ่มเคลื่อนไหวให้รัฐออกใบอนุญาตกระจายเสียงให้กับกลุ่มของตนเอง (www.australia.gov.au)
 ต่อมาใน พ.ศ. 2521 รัฐบาลได้ปรับแก้กฎหมายให้มีกิจการกระจายเสียงสาธารณะ เพื่อดำเนินกิจการเคียงข้างไปกับกิจการกระจายเสียงของรัฐและธุรกิจ กิจการกระจายเสียงสาธารณะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทย่อย คือ กิจการกระจายเสียงชุมชน กิจการกระจายเสียงเพื่อการศึกษา และกิจการกระจายเสียงประเด็นเฉพาะ และใน พ.ศ. 2527 มูลนิธิการกระจายเสียงชุมชน (Community Broadcasting Foundation, CBF) ได้ก่อตั้งขึ้นมาเป็นหน่วยงานให้ทุนสนับสนุนการพัฒนากิจการกระจายเสียงชุมชน  เมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการบริการกิจการกระจายเสียง พ.ศ. 2535 (Broadcasting Services Act 1992) กิจการกระจายเสียงสาธารณะถูกปรับเปลี่ยนเป็นกิจการกระจายเสียงชุมชน (Saba El-Ghul, 2004: 14-18)
 องค์กรกำกับดูแลกิจการกระจายเสียงออสเตรเลีย (The Australian Broadcasting Authority: ABA) ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2535 มีหน้าที่ออกใบอนุญาตกิจการกระจายเสียงจนถึง พ.ศ. 2548 ก็ได้หลอมรวมกับองค์กรกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมออสเตรเลีย (The Australian Communications Authority: ACA) กลายเป็นองค์กรกำกับดูแลกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคมออสเตรเลีย (The Australian Communications and Media authority: ACMA) ทำหน้าที่กำกับดูแลและพิจารณาให้ใบอนุญาตอายุ 5 ปีและใบอนุญาตชั่วคราวแก่วิทยุชุมชน การให้ใบอนุญาตตั้งอยู่บนหลักการการเข้าถึง การมีส่วนร่วม การเป็นอาสาสมัคร ความหลากหลาย ความเป็นอิสระ ความเป็นท้องถิ่นนิยม และความยุติธรรมทางสังคม อันเป็นปรัชญาการดำเนินกิจการกระจายเสียงชุมชน
 ผู้ขอใบอนุญาตต้องบ่งชี้ชุมชนที่ตนให้บริการอย่างชัดเจน ซึ่งโดยมากแล้วจะเป็นชุมชนขนาดเล็กที่มีความสนใจร่วมกัน (เป็นการก่อตั้งวิทยุชุมชนเชิงประเด็น หรือ Radio for community of interest) เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มพื้นเมืองดั้งเดิม เยาวชน ผู้สูงอายุ เกย์/เลสเบียน ศิลปะ/ดนตรี เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้ได้รับใบอนุญาตอาจเปลี่ยนกลุ่ม/ชุมชนที่ตนเองให้บริการได้ แต่จะทำได้ก็ต่อเมื่อดำเนินกิจการได้ 26 สัปดาห์ (CONNECTUS Consulting Inc, 2009: 3-4) 
กิจการกระจายเสียงชุมชนของประเทศออสเตรเลียมีความหลากหลายมาก ใน พ.ศ. 2554 มีกิจการกระจายเสียง (วิทยุและโทรทัศน์) ชุมชนที่ได้รับใบอนุญาตจำนวน 543 กิจการ เป็นสถานีวิทยุชุมชนที่ได้รับใบอนุญาตระยะยาว 356 สถานี สถานีโทรทัศน์ในเขตเมืองหลวง 3 สถานี สถานีโทรทัศน์เพื่อกลุ่มพื้นเมืองดั้งเดิมที่ตั้งอยู่ในเขตห่างไกล 78 สถานี สถานีวิทยุชุมชนที่ได้รับใบอนุญาตชั่วคราว 103 สถานี และสถานีโทรทัศน์ที่กำลังรอใบอนุญาต 3 สถานี (Community Broadcasting Foundation Annual Report 2010/2011)

การให้ทุนสนับสนุนวิทยุชุมชน
แหล่งทุนที่ให้การสนับสนุนการดำเนินกิจการกระจายเสียงชุมชนในประเทศออสเตรเลียมีความหลากหลายมาก จากการสำรวจสถานีกระจายเสียงชุมชนของ McNair Ingenuity Research ภายใต้โครงการการกระจายเสียงชุมชนแบบออนไลน์ ซึ่งสนับสนุนโดย CBF ในช่วง พ.ศ. 2551 พบว่ารายได้ของสถานีกระจายเสียงชุมชนมาจากการอุดหนุนของเอกชนร้อยละ 39.1 กองทุนช่วยเหลือของรัฐร้อยละ 29 (เฉพาะของ CBF ร้อยละ 8.5) ค่าสมาชิกและการบริจาคร้อยละ 19 และแหล่งอื่นๆ อีกร้อยละ 13 (www.cbonline.org.au)
นอกจากนี้ ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงชุมชนจะได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบนฐานของขนาดชุมชน (ตลาด) ที่ให้บริการและความต้องการที่เฉพาะของชุมชน (ตลาด) สามารถแบ่งออกได้ดังนี้
1. เขตเมืองหลวง คือ สถานีที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองหลวงของรัฐและได้รับอนุญาตให้กระจายเสียงในเขตเมืองหลวง ใน พ.ศ. 2552-53 มีจำนวน 52 สถานี
2. เขตชานเมือง คือ สถานีที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองหลวงของรัฐและได้รับอนุญาตให้กระจายเสียงในเขตชานเมืองหนึ่งๆ ใน พ.ศ. 2552-53 มีจำนวน 43 สถานี
3. เขตภูมิภาค คือ สถานีที่ไม่ได้ตั้งอยู่ในเขตเมืองหลวงของรัฐ แต่ตั้งอยู่ในศูนย์กลางของเขตที่มีการให้บริการสาธารณะจำนวนมาก (เช่น สุขภาพ การศึกษา และการบริการสาธารณะอื่นๆ เป็นต้น) ภายในรัศมี 100 กิโลเมตร ใน พ.ศ. 2552-53 มีจำนวน 193 สถานี
4. เขตชนบท คือ สถานีที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ชนบทที่มีการให้บริการสาธารณะมามากนัก (เช่น สุขภาพ การศึกษา และการบริการสาธารณะอื่นๆ เป็นต้น) ใน พ.ศ. 2552-53 มีจำนวน 74 สถานี  (CONNECTUS Consulting Inc, 2009: 4-5) 
มูลนิธิการกระจายเสียงชุมชน (Community Broadcasting Foundation, CBF) เป็นหน่วยงานหลักที่ให้ทุนสนับสนุนและพัฒนากิจการกระจายเสียงชุมชน โดย CBF ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลออสเตรเลียผ่าน The Department of Broadband, Communications and the Digital Economy (DBCDE) ใน พ.ศ. 2551 CBF ได้รับเงินทุนจากรัฐจำนวน 8.7 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียเพื่อจัดสรรให้กับกิจการกระจายเสียงชุมชน โดยร้อยละ 50 จัดสรรให้กับกิจกรรมหลักของการดำเนินกิจการกระจายเสียงชุมชน ส่วนที่เหลือจัดสรรให้กับโครงการที่เกิดจากการริเริ่มทางนโยบายของรัฐ อย่างเช่น การกระจายเสียงชุมชนแบบออนไลน์ กองทุนอบรมกิจการการกระจายเสียงชุมชนแห่งชาติ โครงการออกอากาศทางวิทยุของนักดนตรีชาวออสเตรเลีย โครงการส่งเสริมวิทยุชุมชนของกลุ่มพื้นเมืองดั้งเดิมให้สามารถปรับปรุงคุณภาพทางเทคนิคและระดับบริการสูงขึ้น และโครงการวิทยุดิจิทัล (CONNECTUS, 2009: 6)
 CBF ได้จัดแบ่งประเภทของกองทุนที่ให้การสนับสนุนและพัฒนากิจการกระจายเสียงชุมชน 8 กองทุน และแต่ละกองทุนย่อยนี้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการที่ทำหน้าที่กำหนดนโยบายการให้ทุนและพิจารณาตัดสินใจให้ทุนที่เป็นอิสระ มีรายละเอียดดังนี้
 1. กองทุนสนับสนุนกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อช่วยเหลือกิจการกระจายเสียงของกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศให้สามารถพัฒนาและดำเนินกิจการได้อย่างยั่งยืน โดยให้ทุนช่วยเหลือการดำเนินงานของกองเลขานุการในการผลิตวารสาร the Ethnic Broadcaster รวมทั้งการพัฒนาและโครงการเฉพาะ และการผลิตรายการวิทยุ
 2. กองทุนช่วยเหลือทั่วไป เป็นทุนช่วยเหลือสถานีวิทยุที่เพิ่งได้รับใบอนุญาตให้สามารถดำเนินกิจการได้ รวมถึงทุนช่วยเหลือการผลิตรายการวิทยุที่เผยแพร่ไปทั่วประเทศ ทุนช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และทุนช่วยเหลือการซื้อเครื่องมือขนาดเล็กสำหรับสถานีที่มีรายได้น้อย
 3. กองทุนสนับสนุนการกระจายเสียง เป็นทุนซื้ออุปกรณ์เพื่อการกระจายเสียง ทุนช่วยเหลือการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการกระจายเสียง และทุนช่วยเหลือโครงการเฉพาะที่ก่อให้เกิดความยั่งยืนในการกระจายเสียง
 4. กองทุนช่วยเหลือกลุ่มพื้นเมืองดั้งเดิม เพื่อสนับสนุนกิจการกระจายเสียงชุมชนของกลุ่มพื้นเมืองดั้งเดิม แบ่งเป็นทุนช่วยเหลือการทำรายการวิทยุที่กระจายเสียงในสถานีที่ไม่ได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อกลุ่มพื้นเมืองดั้งเดิม ทุนช่วยเหลือการทำรายการวิทยุในพื้นที่ห่างไกล และทุนช่วยเหลืออุปกรณ์การทำรายการวิทยุ
5. กองทุนช่วยเหลือกลุ่มที่บกพร่องทางการพิมพ์ เป็นการสนับสนุนรายการวิทยุ โครงการ และกิจกรรมที่สนับสนุนงานบริการให้กับกลุ่มที่บกพร่องทางการพิมพ์
6. กองทุนช่วยเหลือการออกอากาศทางวิทยุของนักดนตรีชาวออสเตรเลีย เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างนักดนตรีกับผู้ดำเนินกิจการกระจายเสียงชุมชนเพื่อสร้างโอกาสให้ดนตรีออสเตรเลียร่วมสมัยได้ออกอากาศในสถานีวิทยุชุมชน
7. กองทุนช่วยเหลือการกระจายเสียงชุมชนออนไลน์ เป็นการช่วยเหลือผู้กระจายเสียงชุมชนให้มีความรู้เกี่ยวกับการกระจายเสียงแบบออนไลน์ รวมทั้งสนับสนุนอุปกรณ์การรับสัญญาณจากดาวเทียมเพื่อนำรายการวิทยุจากสถานีอื่นมาออกอากาศยังสถานีของตนเอง
8. กองทุนช่วยเหลือด้านการฝึกอบรม เป็นการอบรมเกี่ยวกับทักษะในการกระจายเสียงและสื่อ การจัดการ และเทคนิคการกระจายเสียง
นอกจากนี้ CBF ยังมีการบริการดาวเทียม เพื่อให้สถานีวิทยุชุมชนใช้แลกเปลี่ยนรายการวิทยุกับสถานีต่างๆ และสนับสนุนทางเลือกในการคัดสรรเนื้อหา และโครงการส่งเสริมวิทยุชุมชนของกลุ่มพื้นเมืองดั้งเดิมให้สามารถปรับปรุงคุณภาพทางเทคนิคและระดับบริการสูงขึ้น (Community Broadcasting Foundation Annual Report 2010/2011)

สหราชอาณาจักร
 ในสหราชอาณาจักร วิทยุชุมชนรู้จักกันในชื่อ “Access Radio” ซึ่งพัฒนามาจาก “วิทยุโจรสลัด” อันเป็นกิจการกระจายที่ไม่ขอใบอนุญาตในทศวรรษ 2510 และในทศวรรษ 2520 ผู้อพยพชนกลุ่มน้อยได้ใช้วิทยุลักษณะนี้กระจายเสียงเพื่อเผยแพร่ดนตรีของตนเอง ต่อมารัฐบาลก็ได้กำหนดให้วิทยุเหล่านี้เป็นองค์ประกอบที่ต้องกำกับดูแลอย่างเป็นทางการภายใต้ระบบการกระจายเสียงของประเทศ โดยให้เป็นวิทยุชุมชนที่ไม่แสวงหาผลกำไร และไม่อนุญาตให้รับทุนจากแหล่งเดียวมากกว่าร้อยละ 50 ของรายได้ทั้งหมดที่สถานีได้รับในแต่ละปี ซึ่งหมายรวมถึงเงินอุดหนุนรายการและรายได้จากการโฆษณาด้วย (Office of Communication, 2005)
 พ.ศ. 2544 รัฐบาลอังกฤษเริ่มทดลองให้วิทยุชุมชน (“Access Radio”) กระจายเสียง และมีการประเมินใน พ.ศ. 2546 ที่สรุปผลว่าเป็นการพัฒนาเชิงวัฒนธรรมที่สำคัญอันหนึ่งของอังกฤษ และในปีเดียวกันนี้เองพระราชบัญญัติการสื่อสาร พ.ศ. 2546 (the Communications Act 2003) มาตรา 262 มีการรับรองวิทยุชุมชนตามกฎหมาย และระเบียบวิทยุชุมชน (the Community Radio Order 2004) เกิดขึ้นในปีต่อมา ซึ่งกำหนดกรอบการกำกับดูแลและการให้ใบอนุญาต และคณะกรรมการการสื่อสาร (Ofcom Board) ก็ได้ประกาศเชิญชวนให้กลุ่มต่างๆ ขอใบอนุญาตวิทยุชุมชน (Steve Buckley, www2.lse.ac.uk) โดยผู้ขอรับใบอนุญาตต้องแสดงให้เห็นว่าดำเนินการเพื่อประโยชน์ทางสังคมมากกว่าเหตุผลเชิงธุรกิจ ซึ่งผลประโยชน์ทางสังคมอาจหมายถึงการเผยแพร่การบริการต่างๆ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การส่งเสริมโอกาสการจ้างงาน การส่งเสริมการรวมตัวกันทางสังคม และการสนับสนุนกิจกรรมของชุมชนท้องถิ่น
 นอกจากนี้ วิทยุชุมชนถูกกำหนดให้มีรัศมีกระจายเสียง 5 กิโลเมตร และถ้าตั้งสถานีอยู่ในเขตเมืองให้ใช้เครื่องส่งกระจายเสียง 25 วัตต์ (50 วัตต์สำหรับสถานีที่ตั้งอยู่ในเขตชนบท) ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องชุมชนที่จะให้บริการอย่างชัดเจน ซึ่งอาจจะเป็นชุมชนเชิงกายภาพหรือชุมชนที่สนใจในประเด็นเดียวกัน (ชุมชนเชิงประเด็น) อันเป็นชุมชนขนาดเล็ก ได้แก่ เยาวชน เกย์/เลสเบียน ชนกลุ่มน้อย และกลุ่มทางศาสนา เป็นต้น
 ถ้าสถานีวิทยุชุมชนตั้งอยู่ในเขตกระจายเสียงของสถานีวิทยุธุรกิจที่บริการประชากรน้อยกว่า 150,000 คน สถานีวิทยุชุมชนนั้นๆ จะแสวงหาทุนจากการอุดหนุนหรือการโฆษณาไม่ได้ ให้แสวงหาทุนจากแหล่งอื่นๆ นอกจากนี้ ในบางพื้นที่ที่วิทยุธุรกิจให้บริการประชากรน้อยกว่า 150,000 คน วิทยุชุมชนอาจจะไม่ได้รับใบอนุญาตให้กระจายเสียงในพื้นที่นั้นๆ ก็ได้ ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องประโยชน์ทางการเงินของวิทยุธุรกิจขนาดเล็ก (www.en.wikipedia.org)
 ใน พ.ศ. 2548/2549 มีสถานีวิทยุชุมชนที่ออกอากาศในสหราชอาณาจักรจำนวน 19 สถานี และในปีต่อมาก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และใน พ.ศ. 2553/2554 มีสถานีวิทยุชุมชนที่ออกอากาศจำนวน 187 สถานี (Office of Communication, 2011)

การให้ทุนสนับสนุนวิทยุชุมชน
สำนักงานการสื่อสาร (Office of Communications, Ofcom) ก่อตั้งโดยกรมวัฒนธรรม สื่อ และการกีฬา (Department for Culture, Media and Spot: DCMS) ใน พ.ศ. 2548 มีหน้าที่บริหารกองทุนวิทยุชุมชน ภายใต้พระราชบัญญัติการสื่อสาร พ.ศ. 2546 (Communications Act 2003) Ofcom ได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรกองทุนจำนวน 3 คนใน พ.ศ. 2548 มีหน้าที่พิจารณาข้อเสนอขอรับทุนและตัดสินใจว่าจะให้ทุนแก่ข้อเสนอใดบ้าง และคณะกรรมการชุดนี้เป็นอิสระต่อคณะกรรมการพิจารณาให้ใบอนุญาต โดยคณะกรรมการทั้งสองชุดนี้ดำเนินงานภายใต้คณะกรรมการ Ofcom
การพิจารณาให้ทุนสนับสนุนของ Ofcom จะพิจารณา 2 รอบในแต่ละปีงบประมาณ (1 เมษายน-31 มีนาคม) รอบแรกเปิดรับข้อเสนอขอรับทุนสนับสนุนในเดือนเมษายน – พฤษภาคม คณะกรรมการพิจารณาในเดือนมิถุนายน รอบที่สองเปิดรับข้อเสนอขอรับทุนสนับสนุนในเดือนตุลาคม – 9 พฤศจิกายน คณะกรรมการพิจารณาในเดือนมกราคม
กองทุนวิทยุชุมชนก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายหลักในการดำเนินงานของสถานี และการฝึกอบรมเป็นประเด็นที่กองทุนฯ ให้ความสนใจมากกว่ากิจกรรมอื่นๆ เนื่องจากเป็นกิจกรรมหลักที่สำคัญและหาแหล่งทุนสนับสนุนได้ยาก กิจกรรมหลักที่กองทุนให้การสนับสนุน ได้แก่ การระดมทุนเพื่อสนับสนุนสถานี, การจัดการ, การบริหาร, การจัดการและการรายงานทางการเงิน, การขยายกลุ่มผู้ฟัง, การจัดการและการสนับสนุนอาสาสมัคร โดยคณะกรรมการฯ จะพิจารณาจัดสรรทุนให้กับกิจกรรมที่ส่งเสริมความยั่งยืนระยะยาว อย่างเช่น การพัฒนาธุรกิจ และการระดมทุน เป็นต้น
นอกจากนี้ ข้อเสนอขอรับทุนที่คณะกรรมการฯ จะไม่พิจารณาจัดสรรให้ คือ ทุนที่ขอเอาไปใช้ทดแทนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแล้ว, ทุนที่ขอเอาไปใช้หนี้, ค่าใช้จ่ายในงานวิจัย, ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการสร้าง ซ่อมแซม และบำรุงรักษาอาคาร, ค่าซื้อเฟอร์นิเจอร์, ค่าใช้จ่ายจากการรับบริการสาธารณะ, ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดทำรายการวิทยุ, ค่าเช่าและ/หรือค่าจำนอง, ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต, และค่าซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ในสถานี
นอกจากนี้ Ofcom ยังได้กำหนดคุณสมบัติของการขอรับทุน ดังนี้
- ต้องเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตวิทยุชุมชน
- ข้อเสนอขอรับทุนต้องได้รับความยินยอมจากบริษัทที่ถือใบอนุญาต
- แต่ละปีงบประมาณ จะมีการพิจารณาให้ทุนสนับสนุน 2 รอบ ผู้ได้รับทุนรอบที่ 1 จะไม่ได้รับทุนในรอบที่ 2 แต่สามารถขอรับทุนสนับสนุนในปีงบประมาณต่อไปได้
- คณะกรรมการให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกต่อผู้ที่ยังไม่เคยได้รับทุนสนับสนุนมาก่อนหรือผู้ขอรับทุนสนับสนุนรายใหม่
- ผู้ได้รับอนุญาตมากกว่า 2 สถานี สามารถขอรับทุนสนับสนุนร่วมกันได้
- ผู้ขอรับทุนสนับสนุนอาจมีวัตถุประสงค์ในการขอมากกว่า 1 วัตถุประสงค์ ซึ่งจะต้องลำดับความสำคัญก่อนหลังด้วย
- ถ้าได้รับทุนสนับสนุน ผู้ได้รับทุนสนับสนุนจะต้องใช้เงินภายในเวลาที่กำหนดด้วย (ภายใน 2 เดือน)
- ผู้ได้รับทุนสนับสนุนจะต้องทำรายงานค่าใช้จ่าย ถ้าคณะกรรมการไม่พอใจรายงาน อาจจะขอเงินคืน และจะไม่พิจารณาให้ทุนสนับสนุนในอนาคต
- ถ้าทุนสนับสนุนไม่ได้ใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ที่ขอโดยปราศจากความเห็นชอบจากคณะกรรมการก่อน หรือถ้าผู้ได้รับทุนสนับสนุนไม่ได้ทำตามเงื่อนไขต่างๆ ของกองทุน คณะกรรมการอาจจะเรียกเงินคืน และจะไม่พิจารณาการขอรับทุนสนับสนุนในอนาคต
ในแง่มุมของความยั่งยืน วิทยุชุมชนในอังกฤษต้องมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการประมาณ 30,000 ปอนด์ต่อปีต่อสถานี และนับตั้งแต่กองทุนวิทยุชุมชนก่อตั้งใน พ.ศ. 2548/49 รัฐให้เงินสนับสนุนประมาณ 500,000 ปอนด์ต่อปี ตอนนั้นมีสถานีวิทยุชุมชนที่มีใบอนุญาตยื่นข้อเสนอ 17 ราย ทั้งหมดได้รับการสนับสนุน คำนวณโดยเฉลี่ยแล้วได้ประมาณ 26,119 ปอนด์ต่อสถานี หรือร้อยละ 20 ของรายได้สถานี ต่อมาใน พ.ศ. 2551/52  มีผู้ยื่นข้อเสนอ 117 ราย คณะกรรมการพิจารณาให้ทุน 30 ราย คำนวณโดยเฉลี่ยแล้วได้ประมาณ 14,978 ปอนด์ต่อสถานี (Steve Buckley, www2.lse.ac.uk) ในปีงบประมาณ 2553/2554 กองทุนวิทยุชุมชนได้รับเงินจากรัฐบาล 463,000 ปอนด์ มีผู้เสนอขอรับทุนจำนวน 111 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,059,692.72 ปอนด์ และคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรให้จำนวน 29 ราย  คำนวณโดยเฉลี่ยแล้วได้ประมาณ 16,052 ปอนด์ต่อสถานี (Office of Communications, 2011)
แม้ว่าจำนวนสถานีวิทยุชุมชนจะเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ทุนที่รัฐจัดสรรให้กับกองทุนวิทยุชุมชนไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย ทำให้จำนวนทุนที่กองทุนฯ จะจัดสรรให้วิทยุชุมชนลดน้อยลงไปทุกขณะ Steve Buckley เสนอว่าถ้าต้องการให้กิจการกระจายเสียงวิทยุชุมชนเจริญเติบโตและมีบทบาทเป็นเสาหลักที่สามของกิจการกระจายเสียง องค์กรกำกับดูแลต้องผ่อนคลายข้อจำกัดในการระดมทุนเชิงธุรกิจ หรือไม่ก็ต้องเพิ่มเงินกองทุนวิทยุชุมชน (www2.lse.ac.uk)

ฝรั่งเศส
 ฝรั่งเศสเรียกวิทยุชุมชนว่า “วิทยุสมาคม” (Associational Radio) และใน พ.ศ. 2550 มีวิทยุสมาคมจำนวน 683 สถานี ในอดีต ช่วงทศวรรษ 2510-2520 เป็นช่วงที่รัฐผูกขาดกิจการกระจายเสียง และมีวิทยุ “เสรี” ที่ไม่ขอใบอนุญาตเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก รัฐจึงออกกฎหมาย the Law on Audio-Visual communication (No 82-652) ใน พ.ศ. 2525 ที่เปิดโอกาสให้เกิดผู้ดำเนินกิจการวิทยุเอกชนได้
ต่อมารัฐฝรั่งเศสได้ออกกฎหมาย the Law on Freedom of Communication (No 86-1067) ใน พ.ศ. 2528 ซึ่งก่อตั้ง Conseil Superior l’ Audiovisuel (CSA) ให้ทำหน้าที่กำกับดูแลและให้ใบอนุญาตกิจการกระจายเสียงเอกชน และใน พ.ศ. 2529 CSA ได้จัดประเภทให้วิทยุชุมชนอยู่ใน Category A อันเป็นการกระจายเสียงที่ไม่แสวงหากำไร มีการกำหนดทิศทางโดยชุมชน และแสวงหาทุนโดยผ่านเงินช่วยเหลือของรัฐบาลและการโฆษณา (Steve Buckley, unesdoc.unesco.org)
 Category A กำหนดให้วิทุยุชมชนแสวงหารายได้จากการโฆษณาและการอุดหนุนไม่เกินร้อยละ 20 นอกจากนี้สมาคมที่ไม่แสวงหากำไรเป็นเจ้าของสถานี ผู้กระจายเสียงที่ได้รับใบอนุญาตต้องจัดทำรายการวิทยุเอง และจะต้องมีรายการท้องถิ่นอย่างน้อย 4 ชั่วโมงและออกอากาศในช่วง 06.00-22.00 นาฬิกา ถ้าผู้กระจายเสียงสามารถทำตามข้อกำหนดดังกล่าวได้ทั้งหมด ก็สามารถขอรับทุนสนับสนุนจากรัฐได้ ซึ่งรัฐจะจัดสรรให้ร้อยละ 50 ของค่าใช้จ่ายประจำปีของผู้ถือใบอนุญาตใน Category A นอกจากนี้ ใบอนุญาตวิทยุชุมชนมีอายุ 5 ปี และจะต้องปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยเนื้อหา การโฆษณา ชั่วโมงการกระจายเสียง การรายงานประจำปีต่อ CSA รวมทั้งบัญชีรายรับ-รายจ่ายด้วย (CONNECTUS Consulting Inc., 2009: 9-11)

การให้ทุนสนับสนุนวิทยุชุมชน
 Fonds de soutien a’ l’expression radiophonique locale (FSER) ก่อตั้งใน พ.ศ. 2525 เพื่อช่วยเหลือสถานีที่ก่อตั้งขึ้นใหม่ให้สามารถดำเนินกิจการได้อย่างยั่งยืน โดย CSA จะกำกับการดำเนินงานของ FSER แต่ FSER ก็มีคณะกรรมการที่บริหารได้อย่างอิสระ แหล่งทุนของ FSER มาจากภาษีรายได้จากการโฆษณาของวิทยุและโทรทัศน์ธุรกิจ โดยร้อยละ 80 ของกองทุนจะใช้ในการจัดสรรให้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานวิทยุชุมชน ส่วนอีกร้อยละ 20 จะใช้เพื่อสนับสนุนสถานีวิทยุที่ตั้งขึ้นใหม่ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของเทคโนโลยีและโครงการเฉพาะ ซึ่งสามารถแยกแยะออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้
 1. ทุนช่วยเหลือการก่อตั้งสถานี เป็นเงินที่ให้กับสถานีใหม่ CSA มีอำนาจให้เงินช่วยเหลือที่จำเป็นสำหรับการเริ่มธุรกิจวิทยุ และให้ความช่วยเหลือเพียงครั้งเดียวและต้องขอภายในระยะเวลา 6 เดือนหลังได้รับใบอนุญาต
 2. ทุนช่วยเหลือการซื้ออุปกรณ์ของสถานีวิทยุ ให้ความช่วยเหลือมากที่สุดร้อยละ 50 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดและขอได้ภายในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งอาจเป็นการช่วยเหลือในช่วงก่อตั้งสถานีหรือภายหลังก็ได้
 3. ทุนช่วยเหลือกิจกรรมของสถานี เช่น การสร้างความหลากหลายของแหล่งทุน, การฝึกอบรมลูกจ้างและการสร้างความมั่นคงให้กับลูกจ้าง, กิจกรรมการศึกษาและวัฒนธรรม, การต่อต้านการเลือกปฏิบัติ, และกิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาท้องถิ่น (Kenneth Murphy and etc., 2011: 51-54)
 อย่างไรก็ตาม การให้ทุนสนับสนุนสถานีของรัฐมีหลักเกณฑ์ 2 ประการที่ใช้ประกอบการพิจารณา คือ 1) ความสามารถของสถานีที่จะหาแหล่งทุนจากแหล่งอื่นๆ โดยเฉพาะการบริจาคของชุมชนท้องถิ่น และ 2) คุณภาพของรายการวิทยุที่เชื่อมโยงกับสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่น (CONNECTUS Consulting Inc., 2009: 10-11)
 การให้ทุนช่วยเหลือการดำเนินกิจการจะเป็นทุนรายปี และต้องส่งข้อเสนอขอรับทุนช่วยเหลือก่อนวันที่ 15 เมษายน การตัดสินใจให้ทุนช่วยเหลือจะอยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคมและธันวาคม และจะให้ทุนภายใน 8 สัปดาห์หลังจากการตัดสินใจ ส่วนทุนช่วยเหลือการซื้ออุปกรณ์ของสถานีและทุนช่วยเหลือกิจกรรมของสถานีสามารถยื่นข้อเสนอข้อรับทุนช่วยเหลือได้ทุกเวลา และคณะกรรมการจะพิจารณาให้ทุนก่อนวันที่ 15 เมษายนของปีถัดไป (Kenneth Murphy, 2011: 53-54)
 ระเบียบการกระจายเงินกองทุนของ FSER กำหนดไว้ใน Decree No 2006-1067 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงหน้าที่ของ FSER และจากรายงานประจำปี 2007 ของ FSER ระบุว่าได้รับเงินจากรัฐ 25.49 ล้านยูโร โดยร้อยละ 80 ใช้เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการดำเนินกิจการของสถานีวิทยุชุมชน 588 สถานี ส่วนเงินที่เหลือใช้ในการช่วยเหลือก่อตั้งสถานีวิทยุแห่งใหม่ การเพิ่มคุณภาพอุปกรณ์ และโครงการเฉพาะ (Steve Buckley, www2.lse.ac.uk)
 Syndicat National Des Radio Libres (SNRL) เป็นองค์กรตัวแทนของวิทยุชุมชน พอใจกับโครงสร้างและการดำเนินการของกองทุนระดับหนึ่ง SNRL มีโอกาสเจรจาต่อรองกับคณะกรรมการบริหารกองทุนใน พ.ศ. 2540 และ พ.ศ. 2549 และมีส่วนร่วมในกระบวนการประเมินผล อย่างไรก็ตาม SNRL อยากให้เงินกองทุนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนวิทยุให้เข้าสู่ระบบ “ดิจิทัล” และไม่พอใจการจัดสรรทุนที่ผ่านมา โดยเฉพาะกลไกการจัดสรรเงินช่วยเหลือโครงการเฉพาะ  เพราะหลักเกณฑ์และกระบวนการจัดสรรไม่โปร่งใส (Kenneth Murphy and etc., 2011: 55)

คานาดา
 ปัจจัยทางวัฒนธรรม เทคโนโลยี และการเมืองในช่วงหลังทศวรรษ 2500 ถึงต้นทศวรรษ 2510 มีอิทธิพลต่อพัฒนาการของวิทยุชุมชนในคานาดา ในช่วงนั้น รูปแบบและเนื้อหาของวิทยุธุรกิจไม่เป็นที่พอใจของผู้ฟัง เพราะนำเสนอเนื้อหาระดับชาติที่ไม่ตอบสนองต่อความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรมของประชาชนทั้งประเทศ  ประชาชนต้องการเข้าถึงข้อมูลที่หลากหลายมากขึ้นและมีปฏิกิริยาต่อต้านการควบคุมข่าวสารของรัฐ ทำให้เกิดกิจการกระจายเสียงชุมชน (ทางเลือก) ขึ้นมา ซึ่งเป็นการให้บริการที่แตกต่างจากกิจการกระจายเสียงสาธารณะและธุรกิจ เพราะมีรายการที่ตอบสนองต่อความต้องการทางสังคม/วัฒนธรรมของผู้ฟังท้องถิ่นและผู้ฟังจะเป็นผู้สนับสนุนทุนในการดำเนินงาน
 คานาดาเริ่มทดลองให้ใบอนุญาตประกอบกิจการวิทยุแก่มหาวิทยาลัยและชุมชนพื้นเมืองดั้งเดิมในทศวรรษ 2510 (Brian Fauteux, www.cjms.fims.uwo.ca) และในพระราชบัญญัติการกระจายเสียง พ.ศ. 2534 ก็มีการระบุถึงวิทยุชุมชนว่าเป็นส่วนหนึ่งของกิจการกระจายเสียงของคานาดา โดยวิทยุชุมชนส่วนใหญ่ออกอากาศด้วยภาษาฝรั่งเศส ดำเนินการโดยไม่แสวงหากำไร มีอาสาสมัครเข้ามาบริหารและจัดรายการวิทยุ
 คณะกรรมการวิทยุและโทรทัศน์คานาดา (The Canadian Radio and Television Commissions: CRTC) นิยามวิทยุชุมชนว่า “วิทยุชุมชนต้องเป็นสถานีที่องค์กรที่ไม่แสวงหากำไรเป็นเจ้าของและควบคุมการดำเนินงานของสถานี และการจัดโครงสร้างบริหารสถานีนั้น ต้องให้สมาชิกสามารถจัดการและดำเนินรายการวิทยุได้ นอกจากนี้ รายการวิทยุควรสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของชุมชนที่สถานีให้บริการ” CRTC ได้แบ่งวิทยุชุมชนออกเป็น 2 ประเภท คือ
 Type A คือใบอนุญาตที่ให้กับสถานีวิทยุเพียงแห่งเดียวในชุมชนหนึ่งๆ ออกอากาศด้วยภาษาอังกฤษหรือฝรั่งเศส
 Type B คือใบอนุญาตที่ให้กับสถานีวิทยุที่แข่งขันกับสถานีกระจายเสียงของเอกชน (ที่ใช้ภาษาในการออกอากาศเหมือนกัน) ในชุมชนหนึ่งๆ (Eryl Price-davies and Jo Tacchi, 2001: 22-23)

การให้ทุนสนับสนุนวิทยุชุมชน
 คานาดามีวิทยุชุมชนประมาณ 200 สถานี ทุนในการดำเนินงานมาจากการโฆษณา การอุดหนุนของผู้ฟัง และกองทุนของรัฐบาลกลาง โดยแหล่งทุนหลักมาจากการอุดหนุนของผู้ฟัง ส่วนกองทุนของรัฐบาลมีจำนวนจำกัดและมีสัดส่วนที่น้อยถ้าเปรี

ที่มา : สื่อภาคประชาชนอาเซี่ยน