หมวดปัญหา
จังหวัด
ยาเสพติด  
ทุจริตคอรัปชั่น  
รถเสีย  
รับสมัครงาน/หางาน  
ทำความดี  
เจ็บป่วย  
กลุ่มอิทธิพล  
แรงงาน  
คุ้มครองผู้บริโภค  
การเกษตร  
การศึกษา  
สาธารณสุข  
สิ่งแวดล้อม  
ไม่ได้รับความเป็นธรรมจนท.รัฐ  
ที่ดินทำกิน  
ปัญหาอื่นๆ  
อาชญากรรม  
ร้องเรียน  
สาธารณูปโภค  
บริการด้านจราจร  
คนหาย  
ของหาย  
อุบัติภัย  
อุบัติเหตุ  
สำนักข่าวทีนิวส์
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
สภาทนายความ
ศูนย์ปลอดภัยคมนาคม กระทรวงคมนาคม
ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย
กรมการขนส่งทางบก
กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ
กรมการแพทย์
กรมชลประทาน
กรมป่าไม้
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
กระทรวงแรงงาน
ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ศูนย์ประชาบดี
การประปาส่วนภูมิภาค
 www.depthai.go.th
 www.thaitrade.com
กองบังคับการตำรวจทางหลวง
หนังสือพิมพ์
 • econnews
 • เสียงใต้
 • สยามรัฐ
 • สยามธุรกิจ
 • โลกวันนี้
 • โฟกัสภาคใต้
 • TELECOM JOURNAL
 • เชียงใหม่นิวส์
 • ประชาชาติ
 • สยามกีฬา
 • เนชั่นสุดสัปดาห์
 • ฐานเศรษฐกิจ
 • โพสต์ทูเดย์
 • ไทยโพสต์
 • กรุงเทพธุรกิจ
 • บ้านเมือง
 • หนังสือพิมพ์โคราชรายวัน
 • ข่าวหุ้น
 • เดลินิวส์
 • มติชน
 • ข่าวสด
 • ไทยรัฐ
 • ผู้จัดการ 360 องศา รายสัปดาห์
 • ผู้จัดการรายวัน
 • ผู้จัดการออนไลน์
 • แนวหน้า
 • คม ชัด ลึก
วิทยุชุมชน หมายถึง เทคโนโลยีที่เปิดช่องทางการสื่อสาร เพื่อชีวิต ของคนในชุมชน

มองแนวคิดวิทยุชุมชน


วิทยุชุมชน หมายถึง เทคโนโลยีที่เปิดช่องทางการสื่อสาร เพื่อชีวิต ของคนในชุมชนและมาจากการจัดทำนำเสนอ โดยคนในชุมชน ซึ่งเป็นเพียงสถานีวิทยุขนาดเล็กๆ ที่มีเครื่องส่งกระจายเสียง ขนาด 20-30 วัตต์ รัศมีการกระจายเสียง 10-15 กิโลเมตร ดังนั้น วิทยุชุมชนจึงเป็นเรื่องของชุมชนคิด ชุมชนทำ ชุมชนนำเสนอและชุมชนตรวจสอบจัดการเป็นหลัก หรือ
เป็นการนำเทคโนโลยีที่รัฐเคยผูกขาด มาสร้างช่องทางอย่างเป็นรูปธรรมแห่งสิทธิภายใต้รัฐธรรมนูญ ที่ชุมชนต้องการมีสิทธิ ในการสื่อสารเรื่องที่ดีเพื่อสิ่งที่ดีต่อชุมชน ของตน ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องการได้ หรือมีสถานีวิทยุเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างดุลแห่งอำนาจของภาคประชาชน ที่จะสร้างสรรค์สื่อและสาระบนรากฐานทางวัฒนธรรมที่แท้จริง ของตนเอง

ดังนั้นหัวใจของวิทยุชุมชนก็คือ

1.คนในชุมชนเป็นผู้ผลิตและเป็นผู้ฟัง
2.เข้าถึงง่าย ปิด-เปิด ง่าย ใช้ภาษาถิ่น ต้นทุนต่ำ การผลิต การจัดการมีเครื่องมือไม่ซับซ้อน เป็นต้น
3.เป็นสมบัติสาธารณะ ใช้ระบบอาสาสมัครเข้ามาช่วย และไม่แสวงหากำไร
4.ชุมชนเป็นเจ้าของ สำหรับการกำหนดทิศทางและนโยบาย
 

เมื่อวิทยุชุมชนเป็นเรื่องราวของชุมชน ที่ต้องมีส่วนร่วมในการร่างวัตถุประสงค์ การจัดการ การกำหนดเป้าหมายทิศทางร่วมกัน
ย่อมเป็นการเสริมสร้างกำลังใจแก่ผู้ดำเนิรายการ ให้สามารถนำเสนอได้ครอบคลุมพื้นที่ เนื้อหา ตามสภาพของวิถีทางสังคม ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาชาวบ้าน ลักษณะภูมิประเทศและอาชีพของท้องถิ่นนั้นๆ

บนพื้นฐานที่สังคมไทยเชื่อเหมือนกันว่า "คลื่นความถี่ คือทรัพยากรธรรมชาติ ที่ไม่มีวัดหมดสิ้น และคลื่นความถี่ไม่มีข้อจำกัดในเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ เพียงแต่มีต้นทุนในการถือครองและใช้ความชำนาญการเป็นพิเศษ ในการทำประโยชน์ และเมื่อคลื่นความถี่ไม่มีลักษณะทางกายภาพ ดังนั้น แนวความคิดในการบริหารจัดการ สรรหาคลื่นความถี่ จึงไม่อาจใช้วิธีคิด เช่นเดียวกับการใช้ในการบริหารจัดการ ทรัพยากรชนิดอื่นๆ ที่มีคุณสมบัติทางกายภาพได้ มันจึงสามารถถูกนำไปใช้ในฐานะ ของการสร้างคุณประโยชน์สู่ประชาชนได้ อย่างไม่มีขีดจำกัด

ปัญหาและอุปสรรค

จากการศึกษาและติดตามแนวโน้มการกำหนดนโยบายวิทยุชุมชนนั้น มักกระจุกและรอการตัดสินใจจากฝ่ายบริหาร เป็นหลัก เนื่องจากกรอบการศึกษาของฝ่ายนโยบายนั้น ค่อนข้างคับแคบ ที่สำคัญละเลยการคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนในระยะยาว เพราะข้อเสนอเหล่านั้นคือกระบวนการนำพาเทคโนโลยีเข้าไปให้ชุมชน เพื่อให้ชุมชนได้เรียนรู้และใช้ประโยชน์ ดังนั้น หากสมมติฐานจากกรอบคิดของฝ่ายนโยบายมีปัญหาคับแคบขาดวิสัยทัศน์ ก็ย่อมส่งผลให้ประชาชนไทยขาดโอกาสได้เรียนรู้ ได้พัฒนาศักยภาพจากเทคโนโลยีการสื่อสารขนาดเล็ก ทั้งๆ ที่ เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยเปิดช่องทางการเรียนรู้ การเข้าใจ และเท่าทันสถานการณ์กระแสโลกาภิวัตน์ ได้มาก

จากการศึกษาพบว่า คลื่นความถี่ ที่ใช้ในประเทศไทย เพื่อกิจการวิทยุกระจายเสียงนั้น แบ่งได้ 2 ระบบ คือ

หนึ่ง ระบบเอเอ็ม สามารถแบ่ง 2 ย่านความถี่ คือ
-ความถี่ย่านปานกลาง (Medium Frequency ) หรือที่รู้จักกันทั่วไปเรียกว่า เอ็มเอฟ ( MF ) หรือเอ็มดับเบิ้ลยู ( MW )
- คลื่นความถี่ย่านสูง ( Hight Frequency ) หรือที่เรียกว่า เอสดับเบิ้ลยู ( SW )
สองระบบเอฟเอ็ม ใช้คลื่นความถี่ย่านความถี่สูงมาก ( Very Hight Freqency ) หรือเรียกว่าย่านความถี่ วีเอชเอฟ ( VHF )

และที่ผ่านมา การใช้ประโยชน์ของคลื่นความถี่ทั้งหมดนี้ อยู่บนพื้นฐาน เพื่อประโยชน์ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์กิจกรรมของรัฐ และอยู่บนพื้นฐานความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งมีเครือข่ายกระจายเสียงหลัก ( Nation Wide Broadcasting ) ที่แบ่งได้ 3 ระดับ ได้แก่

1.ระดับประเทศ อาทิ วิทยุกรมประชาสัมพันธ์, วิทยุอ.ส.ม.ท. ,วิทยุสำนักข่าวไทย,วิทยุกองพลที่ 1 รอ. และวิทยุรัฐสภา เป็นต้น
2.ระดับภูมิภาค อาทิ ศูนย์วิทยุกรมประชาสัมพันธ์เขต 8, วิทยุกองทัพภาค เป็นต้น
3.ระดับท้องถิ่น วิทยุ วปถ.ของกองทัพบก, กองทัพเรือ, อ.ส.ม.ท. และเอฟเอ็มในจังหวัดต่างๆ

( จากตัวเลขการครอบครองคลื่นคือ กองทัพ 203 คลื่น ( ขยายเวลาให้นายทุนเอกชนเช่าทำธุรกิจสื่อสารร่ำรวยมหาศาล) ตำรวจ 44 คลื่น อ.ส.ม.ท. 62 คลื่น กรมประชาสัมพันธ์ 147 คลื่น ขณะที่กระทรวง ศึกษาธิการมีเพียง 1 คลื่น เป็นต้น )

ข้อเสนอทางเทคนิคกระบวนการจัดตั้งสถานีวิทยุชุมชน

กระบวนการจัดสรรคลื่นความถี่ที่เหมาะสมกับวิทชุมชนในอนาคต คือ จัดทำระบบ Radio Broadcasting Network ที่มีเครือข่าย Nationwide ซึ่งจะสอดคล้องกับวิทยุท้องถิ่น Local Broadcasting Network มากที่สุด โดยใช้ระบบการแบ่ง Zoning คลื่นความถี่สูง ( FM ) เนื่องมีการรบกวนของสัญญาณน้อยกว่า AM และการจัด Zoning จะสามารถซอยแบ่งระดับ คลื่นความถี่ให้แตกต่างกัน ในแต่ล่ะท้องถิ่น เพื่อให้สอดคล้องกันตามกระบวนการ ทั้งภาคส่งและภาครับ อีกอย่างถ้าหากกล้าที่จะนำระบบเทคโนโลยีดิจิตอล ( Digital Radio Broadcasting Technology ) ซึ่งเป็นเทคโลยีใหม่ที่ให้คุณภาพเสียงแจ่มชัดและคมชัดสูงกว่าแล้ว ยังช่วยให้เกิดการแบ่งซอยคลื่นได้มากขึ้นอีกด้วย หรือมากกว่าระบบอนาล็อค (Analog ) ซึ่งเป็นระบบเดิม เพียงแต่ว่า หากเปลี่ยนแปลงมาสู่ระบบดิจิตอล ย่อมกระทบต่อระบบการสื่อสารวิทยุในระยะแรกอย่างแน่นอน เนื่องจากต้องเปลี่ยนแปลงทั้งเครื่องมือส่งและเครื่องรับ(ผู้ฟังตามบ้าน) ด้วย ดังนั้นจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่รัฐบาลสมควรพิจารณาถี่ถ้วน เพื่อจะได้หาแนวทางลงทุนและพัฒนาอย่างเร่งด่วนและรัดกุม เนื่องจากมูลค่าการพัฒนาไปสู่คุณภาพครั้งนี้ต้นทุนค่อนข้างสูงจริง แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่รัฐบาลจะนำมากล่าวอ้างว่า ไม่มีเงินและยังทำไม่ได้ เพราะรัฐบาลมีหน้าที่ทำให้สิทธิของภาคประชาชนเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมจริง

สรุปข้อเสนอสถานการณ์และความเห็นจากเวทีปฏิรูปสื่อ ที่อาคาร มอส. โดยมี นักวิชาการทั้งจากสาขานิเทศศาสตร์-วารสารศาสตร์ สหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ คณะกรรมการรณรงค์การปฏิรูปสื่อ นักพัฒนาเอกชนด้านสื่อและทีมงาน thaingo ซึ่งเป็นสมาชิกคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ และเป็นหนึ่ง ในทีมงานริเริ่มโครงการนำร่องไอซีทีสู่ชุมชน ร่วมกับองค์กรพันธมิตร 4 ภูมิภาคและชมรมไอซีทีเพื่องานพัฒนา

จากเวทีที่ประชุมเสนอตรงกันว่า ทำอย่างไรที่จะให้วิทยุชุมชนเกิดขึ้นได้จริง ขณะที่สถานการณ์วันนี้นักการเมืองเองเข้าใจเรื่องนี้ดี แล้วและ ทุกๆ ฝ่ายต่างก็เข้าใจเรื่องนี้ แต่ก็ขยับไม่ได้เนื่องจากว่ามันเกี่ยวพันกับองค์กรธุรกิจเยอะมาก และมีผลประโยชน์มหาศาลอีกด้วย ดังนั้นภาคประชาชนต้องเคลื่อนไหวเข้าช่วยและผลักดันให้เกิดจริงให้ได้ เพราะฝ่ายการเมืองเองตอนนี้ก็อยู่เฉยไม่ได้แล้ว ต้องขยับทำงานหาทางออกในเรื่องนี้ให้ได้ ซึ่งนั่นก็เพราะว่า การประชุมใหญ่ที่ธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 10 ต.ค.2545 ได้ก่อให้เกิดสหพันธ์วิทชุมชนแห่งชาติ ซึ่งมีสมาชิกเครือข่ายวิทยุชุมชนมาร่วมประกาศเจตนารมณ์กว่า 3 พันคน ดังนั้นงานเร่งด่วนของสื่อภาคประชาชนในเวลานี้คือ ต้องเสนอร่างกฎหมาย พ.ร.บ.ประกอบกิจการวิทยุ เข้าไปสู่กฤษฎีกาให้ได้ทัน เพราะตอนนี้ภาคธุรกิจได้เสนอเข้าไปแล้ว

ส่วนประเด็นที่ว่า นักธุรกิจเอกชนกลัวภาคประชาชนยึดครองสื่อนั้นไม่จริง เพราะที่ภาคประชาชนทำนั้น เป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจด้วยเช่นกัน เพราะภาคประชาชนกำลังดึงเอาทรัพยากรนี้มาจากภาครัฐ มาจากการผูดขากของกลุ่มทุนเอกชนเพียงไม่กี่กลุ่ม ดึงมาให้ ทุกๆ ฝ่ายมีโอกาสได้ใช้ร่วมกัน

แต่ที่ผ่านๆ มา เครือข่ายวิทยุชุมชนพยายามทำความเข้าใจกับประชาชน ถึง มาตรา 40 เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้และสนใจ เรื่องวิทยุชุมชนกันให้มากขึ้น แม้ว่า บางทีเครือข่ายต้องระวังให้มากเรื่องความเหลื่อมล้ำ ในเรื่องการจัดการและการเข้าถึงทรัพยากร เพราะตอนนี้กลุ่มทุนท้องถิ่นก็เริ่มขยับปรับตัวและรุกเข้าเกี่ยวพันอย่างมีบทบาทยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ในทางธุรกิจ

ขณะที่รัฐบาลควรมีนโยบายให้ประชาชนได้ทดลองใช้ด้วย เพื่อเตรียมความพร้อมและสะสมประสบการณ์ ซึ่งถ้ารัฐยังขืนจะห้ามจริงๆ ก็คงจะทำไม่ได้เนื่องจากว่า ขัดรัฐธรรมนูญ ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นก็มาจากท่าทีของรัฐบาลที่ไม่ยอมเปิดช่องทาง ผลักดันกฎหมาย ปล่อยให้กรมไปรษณีย์ออกมาสั่งการ และขู่จะดำเนินคดีทางกฎหมาย อีกทั้งยังเสนอให้วิทยุชุมชน หันไปใช้ร่วมกับวิทยุของกรมประชาสัมพันธ์แทน ซึ่งให้ใช้จังหวัดละหนึ่งสถานี ผ่านหอกระจายข่าว ตรงนี้มันผิดเจตนารมณ์สื่อภาคประชาชน และผิดวัตถุประสงค์การมีวิทยุชุมชนอย่างสิ้นเชิง เพราะวิทยุกรมประชาสัมพันธ์นั้น มีกรอบ มีระเบียบในการทำงานเยอะมาก

ทีมงานการจัดรายการและบริหารสื่อวิทยุและสื่อภาคประชาชน ต้องคำนึงเรื่องจรรยาบรรณความเป็นนักวิชาชีพ ให้มาก ต้องร่างธรรมนูญการทำงานร่วมกัน เพื่อให้ได้บรรทัดฐาน มาเป็นหลักปฏิบัติร่วมกัน ว่าสื่อสาธารณะนั้นควรดำเนินไปอย่างไร เนื่องจากถ้าเราไม่เร่งรีบวางกระบวนการคุ้มครองการสื่อสารของชุมชนให้เข้มแข็ง ในอนาคตกระแสโลกาภิวัตน์ โดยเฉพาะอเมริกาจะเอาเรื่องวิทยุชุมชนขึ้นมาผลักดันบนเวทีการค้าโลก ผ่านเงื่อนไขการค้า พุ่งเป้าหมายการรุกครอบสื่อ หรือเป็นเจ้าของคลื่นความถี่ได้ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางการค้าเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้ ทำอย่างไรจึงจะทำให้ชุมชน มีเกราะกำบังการทะลุทะลวงของสื่อทุนชาติและสื่อครอบงำจากกระแสโลกาภิวัตน์ ได้บ้าง และทำอย่างไรจะให้สื่อทางเลือกขนาดเล็ก มีความอิสระเป็นสื่อสาธารณะและจัดการโดยเราเองและเพื่อเราเองด้วย

ดังนั้นหัวใจของสื่อภาคประชาชน ก็คือ กระจายอำนาจการสื่อสาร สร้างกระบวนการเรียนรู้และเพิ่มช่องทางการนำเสนอ พลังความคิดของประชาชนไปสู่ประชาชน สื่อทางเลือกรูปแบบใหม่หรือสื่อภาคประชาชน ทั้งสื่อ วิทยุชุมชน ทีวีชุมชน หรืออินเตอร์เน็ตชุมชน จึงต้องการมากกว่ารูปแบบที่อย่างที่ผ่านๆ มา ซึ่งเป็นรูปแบบที่สามารถปฏิบัติออกมาอย่างมีผลสะท้อน ต่อสังคม ต่อชุมชน และเป็นผลสะท้อนที่สังคมยอมรับว่าดีมีประโยชน์ เหล่านี้คือภารกิจหลัก และภารกิจเร่งด่วนคือ เร่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบกิจการวิทยุฯ ในส่วนของภาคประชาชนเองให้ไวที่สุด ส่วนรูปแบบของสื่อภาคประชาชนเองก็ต้องคิดให้มากและต้องทำให้ได้จริง เพื่อมาสู่การยอมรับและเชื่อมั่นจากสังคม และร่วมเป็นพลังหนุนเสริมให้ภาคประชาชนเข้มแข็งได้ ที่สำคัญการรูปขบวนสื่อภาคประชาชนต้องจัดระบบการคิด การทำงาน การนำเสนอให้ชัดเจน มีเอกสาร มีงานวิจัย ชี้แจงยืนยันถึงผลดีผลเสียจากการปฏิบัติงาน ไม่เช่นนั้นสื่อทางเลือกอย่างวิทยุชุมชน ก็อาจจะเป็นตัวแปรหนึ่งที่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำในด้านสิทธิขึ้นระหว่างคนมีและคนไม่มี เช่นกัน

วิทยุชุมชน สื่อเพื่อประชาชนและสาธารณะ
 
ภายหลังจากรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2540 ประกาศใช้ และรัฐสภาได้ตราพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูแลกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 ประชาชนในหลายพื้นที่ นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน และนักพัฒนาองค์กรเอกชน ได้ขยายความรู้เรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการฝึกอบรมเกี่ยวกับการดำเนินงานวิทยุชุมชน ด้วยมีเจตนารมณ์ที่จะให้วิทยุชุมชนเป็นของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน ผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
 
แนวคิดเกี่ยวกับวิทยุชุมชน มีอยู่หลากหลายแง่มุมด้วยกัน แต่เมื่อพิจารณาเป้าหมายของวิทยุชุมชนที่มุ่งตอบสนองในสิ่งที่วิทยุกระแสหลักไม่สามารถตอบสนองให้ได้ มีอยู่ 4 แง่มุมด้วยกัน
 
1. วิทยุชุมชนเป็นสื่อทางเลือก(Alternative Media) ในแง่มุมนี้ วิทยุชุมชนเป็นวิทยุที่ประชาชนเป็นเจ้าของไม่ใช่บริษัทขนาดใหญ่ ส่วนการดำเนินงานนั้นก็ไม่หวังผลกำไร นอกจากนี้ยังเป็นอิสระจากรัฐและองค์กรทางสังคมอื่นๆ และไม่สนใจการทำงานแบบมืออาชีพ แต่พึ่งพาอาสาสมัคร ส่วนการผลิตรายการนั้น ผู้รับสารทำหน้าที่เป็นผู้ส่งสาร โดยนำเสนอเนื้อหาจากเกณฑ์การเลือกที่แตกต่างจากสื่อกระแสหลัก เช่น เรื่องต้องห้ามหรือไม่ได้นำเสนอในสื่อกระแสหลัก เรื่องชีวิตประจำวันหรือเรื่องของคนสามัญ เป็นต้น
 
2. วิทยุชุมชนเป็นสื่อชุมชน (Community Media) วิทยุชุมชนถูกมองว่าเป็นการออกแบบขึ้นมาเพื่อกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมของคนทุกกลุ่มที่อยู่ในชุมชน ไม่ว่าจะอยู่ในระดับสังคมเศรษฐกิจใด องค์กรใด หรือคนกลุ่มน้อย/กลุ่มวัฒนธรรมย่อยใด นอกจากนี้ วิทยุชุมชน เป็นการสื่อสารแบบสองทาง(Two-way Communication) และมีทิศทางการไหลของข่าวจากบนลงล่าง (Top-down) และจากล่างขึ้นบน (Bottom-up) และในระนาบเดียวกัน (Horizon) โดยการดำเนินงานมีเป้าหมายที่หลากหลายตามระดับของผู้ที่เกี่ยวข้อง วิทยุชุมชนมุ่งตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสาร สร้างความรู้สึกร่วมในชุมชน เป็นเวทีแลกเปลี่ยนข่าวสาร/ความคิด และเป็นช่องทางในการแก้ไขปัญหา คนในชุมชนสามารถเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้วางแผนการใช้สื่อ ผู้ใช้ ผู้ผลิต ผู้แสดง ฯลฯ
 
3. วิทยุชุมชนเป็นสื่อภาคประชาชน (Civic Media) เป็นมุมมองในแง่ที่ว่าวิทยุชุมชนไม่ได้เป็นทั้งของภาครัฐและเอกชน ไม่มุ่งกำไรสูงสุด และมีพันธกิจเพื่อสนองประโยชน์ของสาธารณะ นอกจากนี้รายการยังมีเนื้อหาที่หลากหลายกว่าสื่อภาครัฐและเอกชน โดยนอกจากจะมุ่งเน้นที่ข่าวและสาธารณะประโยชน์มากกว่าเนื้อหาบันเทิงแล้ว ยังมุ่งหวังการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนอีกด้วย ทั้งในเรื่องของการเป็นเจ้าของ การกำหนดทิศทางของเนื้อหา การผลิต การแสดง ความคิดเห็น การสนับสนุนด้านการเงิน การรวบรวมกำลังคนและทรัพยากร และการประเมินผล
 
4. วิทยุชุมชนเป็นสื่อสาธารณะ (Public Service Broadcasting) ความเป็นสาธารณะทำให้วิทยุชุมชนต้องยึดถือประโยชน์ของประชาชน โดยมีอิสระจากอิทธิพลของรัฐและกลุ่มทุน และมีความหลากหลายและแตกต่างจากสื่อเชิงพาณิชย์ ส่วนเนื้อหาที่นำเสนอต้องเป็นกลาง สอดคล้องกับความต้องการและความสนใจของประชาชนทุกกลุ่ม รวมถึงการให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ และรายได้หลักควรมาจากประชาชนในรูปแบบของ “ค่าธรรมเนียม”เป็นหลัก (ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ และวีระยุทธ กาญจนชูฉัตร, 2546)
 
วิทยุชุมชนเป็นรูปแบบหนึ่งของสื่อภาคประชาชน ชุมชนเป็นเจ้าของ และมีสวนร่วมในการบริหารจัดการ โดยมีเป้าหมายและการดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะของชุมชน โดยไม่แสวงหากำไรในทางธุรกิจและผลประโยชน์ทางการเมือง องค์การยูเนสโก(UNESCO) ได้กำหนดหลักการในวิทยุชุมชนไว้ 3 ประการ คือ
  1. ประชาชนเข้าถึงง่าย ซึ่งหมายถึงการเข้าถึงองค์ประกอบเหล่านี้คือ การมีสิทธิเป็นเจ้าของ มีสิทธิบริหารจัดการ มีสิทธิผลิตรายการ มีสิทธิได้รับฟังรายการที่เหมาะสมและมีคุณภาพ มีสิทธิให้ข้อเสนอแนะ มีสิทธิเข้าถึงสถานี มีสิทธิเข้าถึงข้อมูล
  2. ประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่งการมีส่วนร่วมของประชาชนมีดังนี้คือ ร่วมเป็นเจ้าของสถานี ร่วมกำหนดนโยบาย ร่วมบริหารจัดการ ร่วมผลิตรายการ
  3. ประชาชนบริหารจัดการด้วยตนเอง คือ สมาชิกในชุมชนดำเนินการเองในรูปแบบของอาสาสมัคร และไม่อยู่ใต้อิทธิพลของ “กลุ่มธุรกิจ”หรืออิทธิพลของ “กลุ่มการเมือง”
ดังนั้นหลักการสำคัญของการดำเนินการวิทยุชุมชน คือ การมีส่วนร่วมของชุมชน
(จุมพล รอดคำดี, 2542 และ กาญจนา แก้วเทพ, 2546)
 
อย่างไรก็ตาม การเกิดของวิทยุชุมชนสอดคล้องกับกระแสความต้องการเสรีภาพในการสื่อสารตามระบอบของสังคมประชาธิปไตย และการขยายตัวทางธุรกิจ การเมือง ทำให้มีผู้ใช้ช่องทางสื่อวิทยุชุมชนเป็นการแสดงออกทางเสรีภาพในการเลือกนำเสนอเนื้อหาที่ไม่มีอยู่ในสื่อกระแสหลัก บ้างก็เป็นการแสดงออกถึงสิทธิการใช้สื่อของภาคประชาชน บ้างก็เป็นการใช้สื่อวิทยุเพื่อแสวงหากำไรทางธุรกิจ และบ้างก็ใช้สร้างฐานเสียงเพื่อประโยชน์ทางการเมืองในระดับชาติและระดับท้องถิ่น
 
 
การมีส่วนร่วมของชุมชน (People Participation)
 
ความหมายของคำว่า “การมีส่วนร่วมในวิถีทางประชาธิปไตย” ไม่ได้ชี้วัดกันเพียงแค่การมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด หรือมีการเลือกตั้งเท่านั้น หากแต่ต้องทำให้นิยามความหมายของคำว่าประชาธิปไตยหรือรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งกินได้หรือเป็นเรื่องปากเรื่องท้องของประชาชน(อนุสรณ์ ไชยพาน, 2545) ฉะนั้นการรวมกลุ่มของชาวนาชาวไร่ เกษตรกรที่ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นพลังต่อรองทางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง ถือว่าเป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ซึ่งมีลักษณะประการสำคัญ คือ จะต้องมีพื้นที่ทางการเมืองให้กับภาคประชาชนทุกส่วนทุกภาคของสังคม ซึ่งในบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 มาตรา 40 ย่อมถือว่าเป็นการกระจายคลื่นความถี่วิทยุกระจายเสียงให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย
 
การมีส่วนร่วมก่อให้เกิดผลดีต่อการขับเคลื่อนองค์กรหรือเครือข่าย เพราะมีผลในทางจิตวิทยาเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วมย่อมเกิดความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการบริหาร ความคิดเห็นถูกรับฟังและนำไปปฏิบัติเพื่อการพัฒนาเครือข่าย และที่สำคัญผู้ที่มีส่วนร่วมจะมีความรู้สึกเป็นเจ้าของเครือข่าย ความรู้สึกเป็นเจ้าของจะเป็นพลังในการขับเคลื่อนเครือข่ายที่ดีที่สุด (วันชัย วัฒนศัพท์,2546)
 
การสรุปบทเรียนขององค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานร่วมกับชุมชน มีหลักปฏิบัติการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมที่สำคัญที่ได้นำไปเป็นแนวทางในการศึกษา มีดังนี้ 1) การมีส่วนร่วมของทุกกลุ่มในสังคมหมายถึง ในชุมชนหนึ่ง ๆ ย่อมประกอบด้วย ความแตกต่างหลากหลายทั้งด้านฐานะ เพศ วัย สถานะทางสังคม ฯลฯ การสร้างโอกาสเปิดพื้นที่ทางสังคมอย่างเท่าเทียมในการให้ทุกส่วนได้มีส่วนร่วมในการแสดงออกทางความคิด ศักยภาพ และความรู้และร่วมมีบทบาทดำเนินการอย่างต่อเนื่อง 2) การมีส่วนร่วมทุกขั้นตอนหมายถึง ควรให้ชุมชนมีส่วนร่วมตั้งแต่การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การวิเคราะห์ปัญหา การวางแผน การกำหนดเป้าหมาย การตัดสินใจ การปฏิบัติ การตรวจสอบ การติดตามประเมินผล การสรุปบทเรียน การขยายผลและเผยแพร่สู่สาธารณะ (บัณฑร อ่อนดำ, 2544)
 
ในเรื่องการมีส่วนร่วมของสตรีกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ธีรนาถ กาญจนอักษร (2542) ได้กล่าวไว้ว่า “ผู้หญิงจะต้องเข้าเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการต่อสู้เพื่อสิทธิและความเป็นธรรมของประชาชนบนหลักการของความเสมอภาคเอื้ออาทรกัน มิใช่เป็นเพียงผู้ช่วยเหลือ สนับสนุนและรับภาระต่าง ๆ ตามบทบาทที่ถูกกำหนดให้เท่านั้น” การต่อสู้เรื่องความเสมอภาค นั้น ธีรนาถ ไม่ได้หมายความว่าเป็นการแย่งความเป็นใหญ่จากผู้ชาย แต่ต้องการเกื้อกูล ร่วมมือกันและให้มีการประสานงานกันมากขึ้น
 
ในด้านสื่อมวลชนก็เช่นกัน เพราะผู้หญิงก็ต้องต่อสู้กับสิทธิและความเสมอภาคเช่นกัน จากการศึกษาในแนวเศรษฐศาสตร์การเมืองของ Baehr & Gray,1994 (กาญจนา แก้วเทพ,2544) ได้กล่าวโดยสรุปว่า จากประวัติศาสตร์สื่อมวลชนเริ่มต้นจากผู้ชายเป็นเจ้าของสื่อ และผู้ทำงานที่เป็นผู้ชาย ซึ่งได้สะท้อนให้เห็นว่า สื่อให้ความสำคัญต่อผู้ชายและการผลิตรายการโดยใช้มุมมองแบบผู้ชาย ซึ่งอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ผู้หญิงสนใจหรือต้องการ นักสตรีนิยมจึงมีข้อเสนอ 2 ประการ คือ 1) ผลจากการสร้างสื่อกระแสหลัก (Mainstream Media) ในแง่ปริมาณต้องเพิ่มปริมาณสื่อมวลชนสตรีให้มากขึ้น ในแง่คุณภาพต้องเพิ่มจำนวนผู้หญิงในระดับชั้นสูงของวิชาชีพ เช่น ระดับบริหาร นโยบายและการตัดสินใจ 2) สร้างสื่อทางเลือกของผู้หญิงขึ้นมาเอง (กาญจนา แก้วเทพ, 2544)
 
ในเชิงประเด็นการมีส่วนร่วมของชุมชน มีเงื่อนไขที่ไม่ควรมองข้าม คือถ้าพื้นที่ใดมีฐานของงานพัฒนาและมีแกนนำที่ทำงานเพื่อสังคมมากหรือเป็นพื้นที่ ที่มีปัญหาสาธารณะที่คนส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบ การมีส่วนร่วมของคนในชุมชนจะมีอยู่สูง ส่วนพื้นที่ที่ไม่มีฐานงานพัฒนาและแกนนำที่ทำงานเพื่อสังคมมีไม่มากนัก หรือไม่ใช่พื้นที่ที่มีปัญหาสาธารณะ การมีส่วนร่วมของคนในชุมชนจะมีต่ำมาก (เครือข่ายวิทยุชุมชนภาคตะวันตกและคณะ, 2551)
 
แนวทางการสร้างการมีส่วนร่วมนี้ สถานีวิทยุชุมชนหลายสถานี ได้มีประกาศเพื่อตอกย้ำอยู่เสมอว่าสถานีวิทยุแห่งนี้เป็นของชุมชน และเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมอยู่เสมอๆ ในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น การรับบริจาคเงินและหรือสิ่งของ การรับฟังข้อเสนอแนะที่ผู้ฟังโทรศัพท์เข้ามาและคณะกรรมการ ผู้จัดรายการรับออกไปพบปะพูดคุยกับผู้ฟัง เป็นต้น
(เครือข่ายวิทยุชุมชนภาคตะวันตกและคณะ, 2551)
 
 
วิทยุชุมชนในฐานะพื้นที่ทางสังคม
 
วิทยุชุมชนส่วนใหญ่มีรูปแบบการบริหารจัดการเช่นเดียวกันกับสถานีวิทยุระดับอื่น ๆ เพียงแต่อาจจะมีขนาดองค์กรที่เล็กกว่า เนื่องจากมีพื้นที่การออกอากาศเฉพาะในท้องถิ่น ไม่ใช่การออกอากาศกว้างทั่วประเทศ ซึ่งคำว่าท้องถิ่นนั้น หมายถึง ความใกล้เคียงกันของพื้นที่อยู่อาศัย วัฒนธรรม เชื้อชาติ ศาสนา เพศ วัย การศึกษา และความสนใจ (แวง พลางวัน, 2550)
 
ภายใต้ภาวะสงครามด้านการค้าเสรี สังคมท้องถิ่นกำลังถูกรุกรานอย่างหนักจากกลุ่มธุรกิจที่เข้ามาครอบครองสื่อด้วยอำนาจเงินตราและที่เน้นการขายสินค้า และในขณะเดียวกันสื่อหรือศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ภูมิปัญญาการดำรงชีพก็ถูกเบียดขับพ้นจากพื้นที่การสื่อสาร “สื่อก็ตกเป็นสมบัติส่วนตัวของบริษัทเอกชน แนวโน้มปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้พื้นที่สาธารณะ (Public sphere) ซึ่งเป็นปริมณฑลและผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องส่วนรวม มีน้อยลง สิทธิของประชาชนในฐานะพลเมือง ก็จะมีช่องทางการแสดงออกได้น้อยลงตามไปด้วย” (กนกศักดิ์ แก้วเทพ, 2546)
 
จึงมีความพยายามร่วมกันของคนอีสาน ที่มีความคิดเห็นและความต้องการที่สอดคล้องกันว่า ถึงเวลาแล้วที่ภาคประชาชนต้องมี “สื่อ” ที่เป็นเครื่องมือการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น เป็นช่องทางการสื่อสารใหม่ที่สะดวก กว้างขวาง และหลากหลายมากกว่าหอกระจายข่าว หรือสื่อที่มีอยู่เดิมๆ เป็น “สื่อ” ที่ชุมชนสามารถเป็นเจ้าของร่วมกัน บริหารจัดการ ผลิตรายการ ภายใต้ความต้องการและกฎกติการ่วมกันของชุมชน ตามหลักการ “ของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน” อย่างแท้จริง ดังนั้นจึงได้เกิดการรวมตัวกันของแกนนำสื่อชุมชน องค์กรชุมชน และเครือข่ายองค์กรชุมชนอันหลากหลายจาก 19 จังหวัดภาคอีสาน ในนาม “เครือข่ายวิทยุชุมชนภาคอีสาน”
 
 
การก่อตัวของวิทยุชุมชนอีสานและการมีส่วนร่วมในเชิงนโยบาย
 
การก่อตัวของวิทยุชุมชนมีผลอันสืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ซึ่งมีบทบัญญัติในมาตรา 40 ที่ว่าด้วยคลื่นความถี่วิทยุและการกำกับดูแลกิจการวิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคม ที่มีความว่า “คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และวิทยุโทรคมนาคม เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคม ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ การดำเนินการตามวรรคสองต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะอื่น รวมทั้งการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม” หมายถึง ได้กำหนดให้คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ แทนที่จะเป็นทรัพยากรของรัฐตามที่เคยระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้ รัฐบาลจึงได้มีนโยบายจัดทำโครงการนำร่องวิทยุชุมชนในรัฐธรรมนูญฉบับนี้
 
ผลจากมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญนี้ เท่ากับการบอกให้ประเทศไทยจัดการปฏิรูประบบการจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุ และให้มีองค์กรกำกับการใช้คลื่นใหม่ทั้งหมด ในส่วนของประชาชน ก็เป็นที่แน่นอนว่าประชาชนเกิดความตื่นตัว ความหวังที่จะได้รับการจัดสรรหรือได้โอกาสในการจัดทำวิทยุของตนเอง และต่อมาองค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการหัวก้าวหน้าด้านสื่อสารมวลชนก็รณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชนได้รับรู้สิทธิและทดลองปฏิบัติการวิทยุชุมชนจริงอีกด้วย
 
ในปี พ.ศ.2543 ได้มีพระราชบัญญัติภายใต้รัฐธรรมนูญปี พ.ศ. มาตรา 40 ชื่อ พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 โดยเฉพาะในมาตรา 26 ซึ่งมีใจความสำคัญระบุไว้ว่า
“...ในการจัดทำแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และการอนุญาตให้ประกอบการดังกล่าวเพื่อประโยชน์สาธารณะระดับท้องถิ่น อย่างน้อยจะต้องให้มีสถานีวิทยุกระจายเสียงประจำจังหวัดและสถานีวิทยุโทรทัศน์ สำหรับการกระจายข้อมูลข่าวสารของประชาชนเพื่อการพัฒนาต่างๆ และส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนในท้องถิ่น อย่างทั่วถึงและเพียงพอ
 
...ให้ กสช.ได้สนับสนุนให้ตัวแทนประชาชนสาขาอาชีพต่าง ๆ ในจังหวัดมีการรวมกลุ่มกันเพื่อเสนอแนะความเห็นแก่ กสช.ในการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของ กสช. การจัดทำแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์และการอนุญาตให้ประกอบกิจการดังกล่าวต้องคำนึงถึงสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างผู้ประกอบการภาครัฐและเอกชน และภาคประชาชนโดยจะจัดให้ภาคประชาชนได้ใช้คลื่นความถี่ไม่น้อยร้อยละยี่สิบ ในกรณีที่ภาคประชาชนยังไม่มีความพร้อมให้ กสช. ให้การสนับสนุนเพื่อให้ภาคประชาชนมีโอกาสใช้คลื่นความถี่ในสัดส่วนตามที่กำหนดมา” หมายความว่าให้มีการจัดทำแผนแม่บทซึ่งทำให้มีการจัดสรรคลื่นความถี่ให้ภาคประชาชนร้อยละ 20 ขึ้นมา
 
มูลนิธิการเรียนรู้และพัฒนาสังคม (Civic Net Foundation) คณะทำงานติดตามมาตรา 40 มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) และตัวแทนภาคประชาชนจากจังหวัดต่าง ๆ ได้ร่วมประชุม และสัมมนาระดมความคิดเห็นเพื่อสร้างความตื่นตัวและการมีส่วนร่วมในกระบวนการร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 40 อย่างต่อเนื่อง (เครือข่ายวิทยุชุมชนภาคตะวันตกและคณะ, 2551) การมีส่วนร่วมในเวทีสัมมนาอย่างต่อเนื่องได้ก่อให้เกิด “เครือข่ายวิทยุชุมชน” ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย และได้เกิด “จุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชุมชน 144 แห่ง ทั่วทุกภูมิภาค (มารยาท พงษ์ไพบูลย์, 2546) และในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอยู่ 39 แห่งที่มีความพร้อมและทักษะในการดำเนินงานตามหลักการวิทยุชุมชนและต่อมาได้รวมตัวกันเป็น “สหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ”ในวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ.2545
 
ทำให้เครือข่ายวิทยุชุมชนภาคอีสานได้เตรียมความพร้อมให้คนในชุมชนได้ทราบถึงสิทธิในการสื่อสารตามมาตรา 40 แห่งรัฐธรรมนูญ ผู้แทนแต่ละสถานีได้ร่วมกับผู้ประสานงานวิทยุชุมชนในระดับจังหวัดจึงได้รวมตัวกันเป็น “สมาพันธ์วิทยุชุมชนฅนอีสาน” เพื่อเป็นองค์กรประสานงานระหว่างวิทยุชุมชนในระดับชาติและวิทยุชุมชน 39 สถานีในภาคอีสาน
 
 
เกณฑ์ร่วมกันเรื่องกำลังส่งและพื้นที่กระจายเสียง
 
รัฐบาลได้อนุญาตให้มีจุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชุมชน โดยมีหลักเกณฑ์ทางด้านเทคนิคคือกำลังส่งไม่เกิน 30 วัตต์ เสาอากาศสูงไม่เกิน 30 เมตร และรัศมีกระจายเสียงไม่เกิน 15 กิโลเมตร ในขณะเดียวกัน กรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ(กกช.)ได้พิจารณากรอบการเข้าร่วมโครงการเตรียมความพร้อมวิทยุชุมชนและมีมติรับสมัครวิทยุชุมชนเข้าร่วมโครงการโดยให้กรมประชาสัมพันธ์เปิดรับสมัครในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2547 ให้วิทยุชุมชนมีโฆษณาได้ชั่วโมงละไม่เกิน 6 นาที ส่งผลให้เกิดการตั้งวิทยุชุมชนขึ้นอีกกว่า 2,000สถานี ภายในระยะเวลา 3 เดือน (เครือข่ายวิทยุชุมชนภาคตะวันตกและคณะ,2551)และยิ่งกว่านั้น สถานีวิทยุชุมชนเหล่านี้ ก็ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่กำหนด และส่งผลกระทบต่อคลื่นวิทยุชุมชนอื่นที่พยายามจะปฏิบัติตามระเบียบกฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้ และก่อให้เกิดปัญหาคลื่นแทรกหรือทับกับสถานีอื่นที่อาจมีกำลังน้อยกว่า จากการสอบถามกับกรรมการสถานีวิทยุชุมชนทั้ง 5 แห่งพบว่าโดยส่วนใหญ่ได้พยายามปฏิบัติตามเกณฑ์ทางด้านเทคนิคนี้ เพราะถือว่าเป็นกติกาที่กำหนดไว้ร่วมกันกับรัฐบาล ในกรณีที่บางสถานีต้องใช้กำลังส่งมากกว่า 30 วัตต์หรื
ที่มา : วิทยุชุมชนพลเมืองนนท์ fm 92.75 mhz.