หมวดปัญหา
จังหวัด
ยาเสพติด  
ทุจริตคอรัปชั่น  
รถเสีย  
รับสมัครงาน/หางาน  
ทำความดี  
เจ็บป่วย  
กลุ่มอิทธิพล  
แรงงาน  
คุ้มครองผู้บริโภค  
การเกษตร  
การศึกษา  
สาธารณสุข  
สิ่งแวดล้อม  
ไม่ได้รับความเป็นธรรมจนท.รัฐ  
ที่ดินทำกิน  
ปัญหาอื่นๆ  
อาชญากรรม  
ร้องเรียน  
สาธารณูปโภค  
บริการด้านจราจร  
คนหาย  
ของหาย  
อุบัติภัย  
อุบัติเหตุ  
สำนักข่าวทีนิวส์
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
สภาทนายความ
ศูนย์ปลอดภัยคมนาคม กระทรวงคมนาคม
ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย
กรมการขนส่งทางบก
กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ
กรมการแพทย์
กรมชลประทาน
กรมป่าไม้
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
กระทรวงแรงงาน
ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ศูนย์ประชาบดี
การประปาส่วนภูมิภาค
 www.depthai.go.th
 www.thaitrade.com
กองบังคับการตำรวจทางหลวง
หนังสือพิมพ์
 • econnews
 • เสียงใต้
 • สยามรัฐ
 • สยามธุรกิจ
 • โลกวันนี้
 • โฟกัสภาคใต้
 • TELECOM JOURNAL
 • เชียงใหม่นิวส์
 • ประชาชาติ
 • สยามกีฬา
 • เนชั่นสุดสัปดาห์
 • ฐานเศรษฐกิจ
 • โพสต์ทูเดย์
 • ไทยโพสต์
 • กรุงเทพธุรกิจ
 • บ้านเมือง
 • หนังสือพิมพ์โคราชรายวัน
 • ข่าวหุ้น
 • เดลินิวส์
 • มติชน
 • ข่าวสด
 • ไทยรัฐ
 • ผู้จัดการ 360 องศา รายสัปดาห์
 • ผู้จัดการรายวัน
 • ผู้จัดการออนไลน์
 • แนวหน้า
 • คม ชัด ลึก
ความสัมพันธ์อาเซียนกับพม่า

ทำความเข้าใจประวัติศาสตร์พม่าร่วมสมัย (ค.ศ.๑๙๔๘-๒๐๐๗)
ความสัมพันธ์อาเซียนกับพม่า และบทสัมภาษณ์ Burma Peace Group
กองบรรณาธิการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน : รวบรวม
ข้อมูลจาก Burma Peace Group และประชาไทออนไลน์

บทความวิชาการต่อไปนี้ กองบรรณาธิการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ได้รวบรวมมาจากแหล่งข้อมูล Burma Peace Group และประชาไทออนไลน์
เป็นการทำความเข้าใจสถานการณ์ความรุนแรงในพม่า
นับตั้งแต่สาเหตุของการที่พระสงฆ์และประชาชนพม่านับแสนออกมาประท้วง
รัฐบาลเผด็จการทหารพม่า ตามมาด้วยความสัมพันธ์ของอาเซียนกับพม่า
และสุดท้ายเป็นบทสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญพม่า เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ร่วมสมัย
ที่ทำให้เข้าใจถึงความเป็นมา และความซับซ้อนของปัญหาทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ
สังคม และวัฒนธรรมชนเผ่าอันหลากหลายในประเทศพม่า
โดยได้นำเสนอตามลำดับดังนี้
๑. สาเหตุการประท้วงในประเทศพม่า และบทวิเคราะห์กรณีพระสงฆ์เคลื่อนไหว
๒. บทบาทและความสัมพันธ์ของอาเซียนต่อพม่า และ
๓. สัมภาษณ์พรพิมล ตรีโชติ: รัฐทหารพม่า ห่วงแต่ความอยู่รอดของกองทัพ
midnightuniv@gmail.com

บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา
ข้อความที่ปรากฏบนเว็บเพจนี้ ได้รักษาเนื้อความตามต้นฉบับเดิมมากที่สุด
เพื่อนำเสนอเนื้อหาตามที่ผู้เขียนต้องการสื่อ กองบรรณาธิการเพียงตรวจสอบตัวสะกด
และปรับปรุงบางส่วนเพื่อความเหมาะสมสำหรับการเผยแพร่ รวมทั้งได้เว้นวรรค
ย่อหน้าใหม่ และจัดทำหัวข้อเพิ่มเติมสำหรับการค้นคว้าทางวิชาการ
บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ ๑๓๖๔
เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๐
(บทความทั้งหมดยาวประมาณ ๒๒.๕ หน้ากระดาษ A4)

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ทำความเข้าใจประวัติศาสตร์พม่าร่วมสมัย (ค.ศ.๑๙๔๘-๒๐๐๗)
ความสัมพันธ์อาเซียนกับพม่า และบทสัมภาษณ์ Burma Peace Group
กองบรรณาธิการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน : รวบรวม
ข้อมูลจาก Burma Peace Group และประชาไทออนไลน์


1. สาเหตุการประท้วงในประเทศพม่า และบทวิเคราะห์กรณีพระสงฆ์เคลื่อนไหว
Burma Peace Group ฉบับที่ ๑

สาเหตุการประท้วง
สถานการณ์การชุมนุมในประเทศพม่า เกิดขึ้นเนื่องจากเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2550 ที่ผ่านมา รัฐบาลทหารพม่าซึ่งผูกขาดการจำหน่ายเชื้อเพลิงแต่เพียงผู้เดียว และเคยให้เงินอุดหนุนเพื่อพยุงราคาน้ำมัน ได้ขึ้นราคาดีเซลจากเดิม 1,500 จ๊าต หรือราว 38 บาท เป็น 3,000 จ๊าตหรือ 76 บาท ต่อแกลลอน(1)(ประมาณ 4.5 ลิตร) ส่วนก๊าซชนิดบรรจุถังขนาด 65 ลิตร ขึ้นราคาจาก 500 จ๊าต หรือประมาณ 13 บาท เป็น 2,500 จ๊าต หรือประมาณ 64 บาท แม้จะไม่มีการให้เหตุผลของการขึ้นราคาอย่างกระทันหันออกมาอย่างเป็นทางการ แต่หลายคนก็เชื่อว่าเป็นเพราะรัฐบาลขาดแคลนเงินตราต่างประเทศที่จะนำไปซื้อเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ (1) Gallon: - United States liquid unit equal to 4 quarts or 3.785 liters / Gallon: - a British imperial capacity measure (liquid or dry) equal to 4 quarts or 4.545 liters

พม่าประสบภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิง เนื่องจากต้องจำกัดการผลิตน้ำมันภายในประเทศและมีปัญหาเรื่องเงินทุนสำรองต่างประเทศ โดยมีการขึ้นราคาเชื้อเพลิงในพม่ามีขึ้นครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2548. จากการขึ้นราคาน้ำมันดังกล่าวทำให้มีประชาชนจำนวนมาก นำโดยนายมิน โก นาย ออกมาเดินขบวนประท้วงที่เมืองย่างกุ้งเป็นกลุ่มแรก เนื่องจากการขึ้นราคาน้ำมันสะท้อนให้เห็นความยากลำบากที่ประชาชนกำลังเผชิญหน้าอยู่ ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถจ่ายค่าโดยสารรถเมล์และแท็กซี่ได้ ต่อมาก็มีประชาชนออกมาเคลื่อนไหวเป็นระยะ

สาเหตุของการออกมาประท้วงของประชาชน ยังเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่รัฐบาลทหารพม่าได้ปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนชาวพม่า และชนกลุ่มน้อยผู้บริสุทธิ์ การจับกุมคุมขังผู้นำนักศึกษา นักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย รวมทั้งนางออง ซาน ซู จี นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2531 เป็นต้นมา ได้ปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปัญหาทั้งทางเศรษฐกิจที่ทับถมทบทวีความอดอยากยากจน ในขณะที่ชนชั้นนำในรัฐบาลกลับร่ำรวยแตกต่างกับชาวบ้านราวฟ้ากับดิน

แต่จุดเปลี่ยนที่สำคัญ คือ ในระหว่างนั้นเองรัฐบาลทหารพม่าได้มีการจับกุมผู้ประท้วงจำนวนมาก จนทำให้ประชาชนหลายคนทนไม่ไหวออกมาประท้วงเพิ่มขึ้น ประกอบกับในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2550 มีพระสงฆ์กลุ่มหนึ่งในอำเภอปะโคะกู่ ศูนย์กลางสำคัญของการเรียนรู้ของศาสนาพุทธ ที่ออกมาประท้วงได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ทหารเข้าสลายการประท้วง และเกิดการปะทะกันขึ้น ทำให้พระจำนวน 3 รูปถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายจนได้รับความบาดเจ็บ โดยผู้ดูแลเจดีย์ Phaungdawoo ซึ่งเห็นเหตุการณ์เล่าว่า พระจำนวนสามรูปถูกทางเจ้าหน้าที่มัดตัวติดไว้กับเสาไฟฟ้าและตีด้วยด้ามปืนและดิ้ว(ดิ้ว: กระบองชนิดหนึ่งที่ตำรวจใช้ในการปราบจลาจล)

พระรูปหนึ่งชื่อพระอูส่านดิมะ (U Sandima) ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างหนัก ขณะที่มีข่าวลือว่าพระรูปหนึ่งได้รับบาดเจ็บจนเสียชีวิต โดยพบว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารส่วนใหญ่เป็นการรวมตัวของสมาคมเอกภาพและกลุ่ม paramilitary group Swan Arr Shin เพื่อเข้าขัดขวางกลุ่มผู้ประท้วง ทำให้พระสงฆ์ในกลุ่มเกิดความโกรธแค้นไม่พอใจเจ้าหน้าที่ จนในที่สุดพระสงฆ์บางรูปได้บุกเข้าไปทำลายร้านค้าของชาวบ้านที่ให้การสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าที่เมืองพะโค ทางตะวันออกเฉียงเหนือของย่างกุ้ง ซึ่งเหตุการณ์นี้ยังไม่นับรวมกรณีที่รัฐบาลทหารพม่าได้ใช้แก๊สน้ำตา ยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อขู่พระสงฆ์ประมาณ 1,000 รูปที่เดินขบวนประท้วงในเมืองซิททเว(Sittwe)ให้ยุติการประท้วง หรือการที่ทางการพม่าในเมืองมิตจีนา เมืองหลวงของรัฐคะฉิ่น ได้สั่งห้ามพระสงฆ์ออกจากวัด เนื่องจากพระสงฆ์ในเมืองมิตจีนา ได้ออกมาเดินขบวนประท้วงให้รัฐบาลขอขมาที่ใช้ความรุนแรงสลายการประท้วงของพระสงฆ์ในอำเภอปะโคะกู่ด้วย

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวทำให้พระสงฆ์จำนวนมากในประเทศพม่าขู่ที่จะไม่รับบาตรจากทหาร จนกว่ารัฐบาลทหารจะยอมขอโทษที่ทำร้ายร่างกายพระสงฆ์ในวันที่ 17 กันยายน. การไม่รับบาตรจากทหารถือเป็นการประท้วงที่รุนแรงมากต่อกองทัพ แต่พอถึงวันที่ 17 รัฐบาลก็ไม่ยอมขอขมาต่อพระสงฆ์ ทำให้กลุ่มพระสงฆ์กลุ่มดังกล่าวเรียกร้องให้พระสงฆ์ทั่วประเทศงดรับบิณฑบาตและของถวายจากคณะรัฐบาลทหารพม่าตั้งแต่วันที่ 17 กันยายนเป็นต้นไป พร้อมทั้งเรียกร้องให้พระสงฆ์เริ่มทำการประท้วงในวันอังคารที่ 18 กันยายนต่อเนื่อง

บทวิเคราะห์กรณีพระสงฆ์ออกมาเคลื่อนไหว
ในประวัติศาสตร์ของพม่าที่ผ่านมา พระสงฆ์มีบทบาทสำคัญในการร่วมประท้วงทางการเมือง ดังตัวอย่างในปี พ.ศ. 2531 (ค.ศ.1988) ที่มีการประท้วงใหญ่ต่อต้านรัฐบาลทหารพม่า ในครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตราว 3,000 คนจากเหตุการณ์ประท้วงดังกล่าว ซึ่งคาดว่ามีพระสงฆ์และสามเณรรวมอยู่ในจำนวนผู้เสียชีวิตด้วย ทำให้พระสงฆ์ในช่วงเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ยอมรับการบิณฑบาต การทำบุญหรือประกอบพิธีกรรมทางศาสนา จากผู้นำรัฐบาลพม่าและทหารพม่า รัฐบาลพม่าเองจึงได้ทำการปราบปรามตามวัดต่างๆ อย่างหนัก ต่อมาพระจำนวน 100 รูปที่เข้าร่วมการประท้วงได้ถูกจำคุกเป็นเวลาหลายสิบปี

ปรากฎการณ์นี้ต่อเนื่องมานับตั้งแต่หลังจากการปล่อยตัวผู้นำนักศึกษายุค 8888 และนำมาซึ่ง "กลุ่มชุดขาว" คือ กลุ่มอดีตนักศึกษาและประชาชนที่เคยร่วมกันเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยในปี 1988 ได้นัดกันแต่งชุดขาวไปสวดมนต์ตามวัดหรือศาสนสถานตามเมืองต่างๆ ของพม่า โดยมีเป้าหมายที่จะเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนักโทษการเมือง และเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนผ่านการเมืองพม่าในสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างสงบและสันติ รวมถึงเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบต่อกรณีผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม (ซึ่งช่วงนั้นรัฐบาลทหารพม่าค่อนข้างเพิกเฉยมาก)

มีการล่ารายชื่อเพื่อเรียกร้องต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่ขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความตื่นตัวให้แก่ประชาชนในพม่าค่อนข้างมาก เนื่องจากในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา สังคมพม่าตั้งอยู่บนพื้นฐานของความหวาดกลัวอำนาจของรัฐบาลทหารมาตลอด กิจกรรมครั้งนี้ได้จุดประกายให้ผู้คนลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เริ่มจากสิ่งที่ง่ายๆ ไม่เสี่ยงมาก แต่เมื่อมาประสบกับสถานการณ์ขึ้นราคาน้ำมันอย่างมโหฬารในครั้งนี้ ทำให้ผู้คนเริ่มรู้สึกทนไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะได้ส่งผลกระทบกับผู้คนเกือบทุกคน เช่น เครื่องอุปโภคบริโภคขึ้นราคาไม่สอดคล้องกับรายรับ

กลุ่มพระสงฆ์ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีบทบาทไม่น้อยในสังคมพม่าเห็นว่า ควรจะต้องทำอะไรบางอย่างให้รัฐบาลรับทราบ จึงเริ่มออกมาประท้วง ตอนแรกได้ก่อตัวขึ้นจากพระสงฆ์กลุ่มเล็กๆ เพียงบางวัด พอเริ่มประท้วง ทหารและกองกำลังจัดตั้งของกองทัพก็เข้าไปปราบปราม มีการไล่ทุบตีพระ จนพระต้องปิดล้อมวัดไม่ให้ทหารออกจากวัดได้ และต้องมีการเจรจากัน ในที่สุดทหารก็ใช้วิธีการบริจาคของให้วัดแทน ซึ่งพระก็ไม่ยอมและใช้วิธีการคว่ำบาตรรัฐบาลทหารพม่า (คือการไม่รับของใส่บาตร ไม่รับกิจนิมนต์ ไม่รับการทำบุญใดๆ ของทหารและครอบครัว) และเหตุการณ์เริ่มขยายวงกว้างไปเรื่อยๆ จนนำมาซึ่งการเดินขบวนครั้งที่ผ่านมาของพระสงฆ์ ในข้อเท็จจริงแล้ว บทบาทของพระสงฆ์พม่ากับการเมืองเป็นสิ่งที่คู่กันมาตลอด

การเคลื่อนไหวในครั้งนี้เริ่มต้นได้น่าสนใจ และสามารถดึงดูดให้ประชาคมโลกหันมาให้ความเอาใจใส่ประเด็นนี้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้เทคโนโลยีในด้านการสื่อสารที่ก้าวหน้า เป็นอีกสาเหตุหนึ่งซึ่งทำให้เหตุการณ์ดังกล่าวเผยแพร่ไปอย่างกว้างไกล ภาวะความเปิดกว้างเช่นนี้เองได้เป็นอุปสรรคที่กั้นขวางไม่ให้ทหารพม่าสามารถใช้กำลังปราบได้โดยง่าย ขณะเดียวกัน การเตรียมความพร้อมของการเคลื่อนไหวครั้งนี้ได้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และมีการตระหนักถึงภาวะความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นดังเหตุการณ์ 8888 (เหตุการณ์วันที่ 8 สิงหาคม 1988)

ขณะเดียวกันการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ ผ่านความกล้าของประชาชนที่เข้าร่วมการชุมนุม ผ่านการเคี่ยวกรำกับปัญหาที่รุมเร้ามานานนับเกือบยี่สิบปี ผ่านภาวะสังคมภายใต้ความกลัวที่ทหารได้สร้างขึ้นในประเทศนี้ สภาวะความไม่ไว้วางใจกันของประชาชนที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียง บริบทการโฆษณาชวนเชื่อ การสร้างกลุ่มมวลชนจัดตั้งที่คอยเป็นหูเป็นตาให้รัฐ สภาพของการที่จะถูกทหารเข้ามาตรวจเยี่ยมบ้าน การถูกตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนนับตั้งแต่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย การสมัครงาน ว่าเขาหรือเธอเหล่านั้นจะไม่เกี่ยวพันกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง นี้คือสภาพการณ์ต่างๆ ที่ประชาชนในพม่าต้องเผชิญมาโดยตลอดหลายสิบปี ทำให้การประท้วงครั้งนี้ดำเนินไปบนความกล้าหาญครั้งใหญ่ เป็นความกล้าหาญที่เปี่ยมด้วยพลังใจอันแรงกล้าในการจะสร้างวิถีทางใหม่ให้กับสะงคมของตนเอง

นอกจากนั้นแล้วการย้ายเมืองหลวงเองก็อาจจะมีผลระดับหนึ่งต่อการเคลื่อนไหวของทหารพม่า การสั่งการ การประเมินสถานการณ์ต่างๆ อาจจะไม่คล่องแคล่วชัดเจนมากนัก เหมือนตอนที่การสั่งการที่เคยอยู่ที่ย่างกุ้ง ขณะเดียวกันการเคลื่อนไหวในช่วงที่มีการประชุม UN เอง นับเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ทหารพม่าต้องคิดไตร่ตรองอย่างหนัก หากจะใช้ความรุนแรงในการเข้าสลายฝูงชน

ที่มา : ผู้สื่อข่าวสภาเครือข่ายสื่อภาคประชาชนอาเซียน ส.ต.ท.สมชาย ศรีเย็น